ความสำเร็จ มาจากอะไร ?

ความเข้าใจของคนโดยทั่วไป ว่าคนที่ประสบสำเร็จนั้น ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีของโลก ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นจากความพยายาม ไต่เต้า ด้วยแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น และเริ่มต้นจาก”ศูนย์” หรือเสื่อผืนหมอนใบนั้น อาจจะเป็นการสรุปที่ง่าย และเป็นความเข้าใจผิดหนึ่งที่ยังคงติดในสังคมทุกยุคทุกสมัย
แต่นักสังคมวิทยาสมัยใหม่ กลับมองภาพนี้ต่างกัน และนิยามความสำเร็จนั่นคือผลลัพท์ของการสะสมความได้เปรียบ ที่เรียกว่า Matthew Effect
หากศึกษาลงไปในประวัติลึก ๆ ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา นักธุรกิจ สิ่งที่เราไม่ค่อยได้รู้นัก คือบุคคลกลุ่มนี้ มิได้เป็นโมเดลที่สมบูรณ์แบบที่เราสามารถเลียนแบบได้ง่าย ๆ แค่อาศัยความพยายาม หรือทฤษฎีต่าง ๆ ในหนังสือ Know how
ใครจะรู้ว่าบิลเกตเป็นลูกในครอบครัวคนมีอันจะกิน ได้เข้าโรงเรียนที่ในไม่กี่โรงเรียนในสหรัฐยุคนั้นที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ เมนเฟรม ทำให้เค้าได้มีโอกาสได้จับคอมพิวเตอร์ก่อนเด็ก ๆ ในช่วงนั้น และความบังเอิญหลาย ๆ อย่าง ทำให้บิล สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์เมนเฟรมได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งเหมือนถูกล็อตเตอรี่ที่มีไม่กี่ใบให้กับเด็กที่วัยเดียวกับเค้า
เพราะสิ่งที่นักสังคมวิทยาค้นพบคือ ความได้เปรียบเพียงแต่เล็กน้อย ในช่วงเริ่มต้น นำมาซึ่งโอกาสที่มากกว่า และสร้างความแตกต่างที่ใหญ่มากในเวลาถัดมา
ถ้าคุณสังเกต มหาเศรษฐียุคเก่าที่ติดอันดับโลกตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็น ร็อกกี้เฟลเลอร์ คาร์เนกี้ เจพี มอร์แกน ต่างเกิดในช่วง 1830s ทั้งสิ้น เพราะช่วง 1860s เกิดการปฏิวัติเศรษฐกิจของอเมริกา ที่จะช่วยให้คนกลุ่มนี้มีอายุเหมาะสมที่จะตักตวงความได้เปรียบก่อนคนอื่น
ไม่ต่างกับเศรษฐียุคใหม่อย่างสตีฟ จ๊อป บิล ฮิวเลต บิลจอย ที่เกิดในช่วง 1950s ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดของ PC (Personal Computer) ในช่วง 1970s เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนั้นยังมีกฎ 10,000 ชม.ในหนังสือ Outliers ที่บอกว่าพรแสวงสำคัญไม่แพ้ หรืออาจจะมากกว่าพรสวรรค์ด้วยซ้ำ ทุก ๆ ความสำเร็จนั้น จะต้องเกิดจากการสร้างความชำนาญ ที่จะต้องฝึกฝนอย่างน้อย 10,000 ชม. ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่บังเอิญอย่างประหลาดว่า นักตนตรีอย่างวง The Beatle ก็เกิดขึ้นจากการฝึกฝนอย่างหนักกว่าคนอื่น ระหว่างที่ไปเล่นดนตรีตามร้านอาหารในฮัมบูรก์ คนในทุก ๆ วงการที่ประสบความสำเร็จ ต่างก็ผ่าน 10,000 ชม.นี้ โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวทั้งสิ้น
โมซาร์ตอาจจะแต่งเพลงได้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่คอนแชร์โตที่มีชื่อเสียงและเป็นมาสเตอร์พีซของเค้า ก็ถูกแต่งขึ้นหลังจากที่โมซาร์ตแต่งเพลงนับไม่ถ้วนเป็นเวลาเกือบสิบปี
เทียบเคียงกับการลงทุนแล้ว ผมอ่านหนังสือในการลงทุนไทยในยุค 2530 พบหลักฐานที่ดีพอ ที่อธิบายทฤษฎีเบื้องต้นได้ง่าย ๆ
การลงทุนในอดีต มีการซื้อขายเร็วมาก ทำให้โอกาสแพ้และชนะใกล้เคียงกัน ประกอบกับการลงทุนที่ปราศจากวินัย ทำให้นักลงทุนในอดีตมีโอกาสไม่นานพอที่จะอยู่รอดและลงทุน จนเก็บชั่วโมงครบ 10,000 ชม. เพราะแม้แต่บัฟเฟตหรือโซรอส ก็ผ่านช่วงเก็บชั่วโมงอย่างไม่มีข้อยกเว้น การลงทุนระดับสุดยอดอย่างการซื้อบริษัทโค้ก ก็เกิดขึ้นหลังจากบัฟเฟตเริ่มลงทุนนับสิบปี บัฟเฟตพูดถึงกฎที่สำคัญที่สุดกฎหนึ่งเสมอว่า อย่าขาดทุน ก็เพื่อความอยู่รอด จนเราสามารถฝึกทักษะได้จนชำนาญ
อีกประเด็นหนึ่งคือ มีคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีโอกาสเห็นแนวทางการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแนวเทคนิค การลงทุนพื้นฐาน การลงทุนเน้นคุณค่า เข้าสู่ตลาดที่เหมาะสม ในช่วงเวลาที่เหมาะสมมากคือปี 2540 ที่ตลาดกำลัง crash หนัก
ความได้เปรียบเล็ก ๆ แค่นี้ สร้างความแตกต่างอย่างมากในเวลาถัดมา
ผมจะสรุปบทความที่พยายามย่อมาให้ฟังว่า จงอยู่ให้รอดในตลาด และเก็บชั่วโมงในการลงทุนให้ครบ 10,000 ชม. ส่วนโอกาสอื่น ๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น ต้องพยายามแสวงหาอยู่เสมอ เพราะมันสร้างความได้เปรียบให้คุณในระยะยาว สุดท้ายแข่งอะไรก็ได้จงอย่าแข่งวาสนา แล้วคุณก็จะอยู่รอดในการลงทุน ประสบความสำเร็จ และมีความชีวิตการลงทุนที่ดี

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘