ฟองสบู่ ภาค 1 (ฟองสบู่คอนโด)


Sember Augustus ทิวลิปพันธุ์ที่แพงที่สุดในช่วงปี 1637 ฟองสบู่แรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการไว้ในประวัติศาสตร์ (ณ ค.ศ. 1637 เทียบเท่าราคาปัจจุบันคือประมาณหลายแสนบาทต่อ”1 ดอก”)
ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (Economic bubble) คือ กลไกที่เกิดความเฟื่องฟูของราคาสินทรัพย์จนถึงสภาวะที่ราคาตลาดของสินทรัพย์ นั้น ๆ มีสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสิ่ง ๆ นั้นมาก ๆ จนเกิดอุปสงค์เทียมจากการเก็งกำไรขึ้น ฟองสบู่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยการเก็งกำไรดอกทิวลิปในช่วง ปี 1637 (Tulip Mania) ดอกทิวลิปนั้นถูกเก็งกำไรจนราคาสูงขึ้นไปในระยะเวลาสั้น ๆ (ราคาทิวลิปดอกเดียว เท่ากับ 10 เท่าของเงินเดือนช่างทั้งปี) แต่ฟองสบู่ที่ผมสนใจเป็น issue ตามหน้าหนังสือพิมพ์คือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ (คอนโดมิเนียม)และฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่พูดกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ความจริงข้อที่หนึ่ง คืออันที่จริงแล้วกลไกความไม่สมดุลตรงนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานแต่เพียงอย่างเดียว มันอาจจะเกิดจากกลไกอื่น ๆ ที่ทับซ้อนเสริมกันด้วย เช่น สภาพคล่องส่วนเกินที่มีมากในระบบการเงิน เช่นการกู้ยืมที่หละหลวมของระบบธนาคารในปี 2540 หรือทฤษฎีทางจิตวิทยาตลาด อย่างเช่น Greater fool theory คือคนซื้อมีความคาดหวังในแง่บวกว่าจะสามารถซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาแพง และสามารถนำไปขายในราคาแพงกว่าให้กับคนที่โง่กว่าได้ (Greater fool) จนฟองสบู่แตกเมื่อผู้ซื้อรายสุดท้ายไม่สามารถให้ ขายสินทรัพย์ที่เกินมูลค่านั้นให้กับคนต่อไปได้อีก ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในหุ้นปั่น ทุกคนรู้ว่าหุ้นไม่มีคุณภาพ แต่ซื้อเพราะคิดว่าจะขายต่อใน ราคาที่สูงกว่าได้
หรือสภาวะฟองสบู่อาจจะเกิดจากสาเหตุทางความคิดที่คนหมู่มากมีความคิดเห็น ไปในทางเดียวกัน จนเกิดความเชื่อและยอมรับในราคาตลาดของสินค้านั้น นอกจากนั้นการดูแนวโน้มในอดีตก็อาจจะเกิดสัญญาณหลอกในคนหมู่มากให้คิดไปใน ทางเดียวกันว่าราคาในอนาคตจะมีแนวโน้มเหมือนในอดีต ความเร็วในการแตกของฟองสบู่ก็จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของสิ่งนั้น ๆ เช่น ฟองสบู่หุ้นจะแตกได้เร็วกว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์
นอกจากนั้นฟองสบู่เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เพราะมูลค่าที่แท้จริง (Intrisic Value) เป็นสิ่งที่หาได้ยาก และมีค่าไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล โอกาส และ สถานที่ ตัวอย่างง่าย ๆ คือ น้ำเปล่า ถ้าอยู่ในชนบท อาจจะฟรีและไม่มีค่า ถ้าอยู่ในห้างมูลค่าอาจจะเป็นขวดละหลายสิบบาท หรือถ้าอยู่กลางทะเลทราย จะมีมูลค่าสูงมาก ๆ (สำหรับคนที่ขาดน้ำ) เป็นต้น
ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์
สิ่ง ๆ นี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน (นักเศรษฐศาสตร์ก่อนยุค Hamburger crisis บอกว่าการควบคุมฟองสบู่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก และไม่ควรทำ) เช่นประเทศอังกฤษในปี 2006, ญี่ปุ่น 1980s, อเมริกา 2007 (รวมถึง Hamburger crisis) และประเทศจีนในช่วงต้นปี 2010 ที่หมิ่นเหม่มาก
นักเศรษฐศาสตร์มีดัชนีชี้วัด ตลาดบ้าน เพื่อให้ทราบคร่าว ๆ ว่ามีสภาพเป็นฟองสบู่หรือไม่อยู่หลายตัว แต่จะลองยกตัวอย่างเบื้องต้นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังต่อไปนี้
- House P/E ratio คืออัตราส่วน ของราคาบ้าน หารด้วย ค่าเช่าสุทธิต่อปี (ลบค่าใช้จ่าย เช่นค่าซ่อมแซม ภาษี ฯลฯ)
- ราคาบ้านต่อรายได้เฉลี่ยต่อหัว เป็นการเปรียบเทียบระหว่างความสามารถของการซื้อบ้านในบริเวณนั้น ๆ เทียบกับราคาบ้าน อัตราส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านด้วย เนื่องจากปกติแล้วคนส่วนมากจะซื้อบ้านด้วยเงินกู้ ดังนั้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในทางทฤษฎีจะทำให้มูลค่าบ้านมีราคาลดลง (โดยประมาณ 1% ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าบ้าน หรือ ratio นี้ลดลง 8%, Goldman Sach)
ผมลองเอาสองอัตราส่วนง่าย ๆ มาเทียบกันดูว่าประเทศจีน, ไทย ในปี 2010 และค่าเฉลี่ยมีสภาพเป็นฟองสบู่แค่ไหน

- House P/E ratio
กรุงเทพฯ (ตลาดคอนโดมิเนียม, เอาสินค้าที่เพิ่งออกในตลาด 1-2 ปีที่ผ่านมา) ประเมินจากหนึ่งห้องนอน 50 ตรม. ในสุขุมวิท ราคาประมาณ 5 ล้านบาท(1 แสนบาทต่อตรม.) ค่าเช่า 30,000 บาทต่อเดือน(Conservative) ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 5,000 บาท = 5,000,000/(30,000-5,000) PE = 200กว่า ๆ หรือราคาโปรเจคใหม่ ๆ ที่จะเสร็จใน 3 ปีข้างหน้า (1.5 แสนบาทต่อตรม.) = 7.5 ล้านบาท ได้ค่า P/E = 300 กว่า ๆ
ปักกิ่ง 500 กว่า ๆ (จาก Business Insider) หรือ บ้านที่ผมเคยอยู่ 150 ตรม. ราคา 100,000 บาท/ตรม. (แถว ๆ วงแหวนที่ 4 ทางตะวันตกเฉียงเหนือ) = 15 ล้าน ค่าเช่า 6,500 หยวน = 33,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่าย 5,000 บาท ได้ PE = 535 (ใกล้เคียงกับค่าในหนังสือ) หรือ บ้านเล็กหน่อย 60 ตรม. ราคา 6 ล้านบาท ค่าเช่า 3,500 หยวน = 17,500 บาทต่อเดือน ได้ PE = 460
ญี่ปุ่นช่วงปี 1980 ราคาอสังหาฯ ในบริเวณกินซ่าเคยขึ้นไปถึง 33 ล้านบาท ต่อ 1 ตรม. !!! เป็นจุดสูงสุดของญี่ปุ่นที่ถือเป็นฟองสบู่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และทำ ให้ญี่ปุ่นหายไปหลายทศวรรษ (คิด PE เองครับ จะเอาค่าเช่าเท่าไหร่ก็ได้)
ค่าเฉลี่ยทั่วโลก 300
- ราคาบ้านต่อรายได้เฉลี่ยต่อหัว
กรุงเทพฯ (ตลาดคอนโดมิเนียม) ราคา 5 ล้านบาท รายได้ 50,000 บาท x 12 = 600,000 บาท = 8 เท่า ห้องชุดราคากลาง ๆ อย่าง 2-3 ล้าน คนก็จะมีรายได้ไปในทางเดียวกันคือประมาณ 3 หมื่นบาท
ปักกิ่ง 27 เท่า (จาก Global Times) จากการสังเกต รายได้คนปักกิ่งสูงกว่ากรุงเทพฯ เล็กน้อย แต่ราคาอสังหาฯ สูงจนน่าตกใจ คือ 100,000 – 500,000 บาทต่อตรม. (สำหรับในเมือง) และ unit ก็มีขนาดใหญ่ด้วย ต่างกับไทย ที่มีความสามารถเหมือนประเทศเกาะ อย่างฮ่องกง หรือสิงค์โปร์ ที่อยู่บนพื้นที่ 20-30 ตรม.ได้
อเมริกา ในช่วงฟองสบู่รัฐที่ฟองสบู่แตกแรง ๆ อย่างแคลิฟอเนียร์ มีค่ามากกว่า 10 เท่า
ค่าเฉลี่ยทั่วโลก 6 เท่า (จาก Global Times)
ดัชนีทั้งสองตัวให้ค่าแนวโน้มใกล้เคียงกัน (จริง ๆ มีอีกหลายตัว ลองหาอ่านตามหนังสือดูแล้วกันครับ) ดูรวม ๆ เหมือนฟองสบู่ในตลาดคอนโดฯ ยังเพิ่งก่อตัว แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าถ้าราคายังคงพุ่งสูงขึ้นมากไปกว่านี้ อาจจะทำให้เกิดสภาวะฟองสบู่ได้
แต่อย่างไรก็ดี ราคาที่ถีบตัวสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากสภาวะทางสังคม สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (เช่นครอบครัวเล็กลง คนแก่มากขึ้น คนสมัยใหม่ไม่นิยมมีบุตร) หรือสภาวะทางเศรษฐกิจ (เช่นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายของเวลาที่ใช้ในการเดินทาง) ปรากฎการณ์นี้อาจทำให้เกิดสภาวะสมดุลใหม่ได้ซึ่งจุด ๆ นี้ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน (เพราะตึกแต่และตึกใช้เวลาสร้าง 2-3 ปี ต่างกับสินทรัพย์ตัวอื่น ๆ) รวมถึงจุดสังเกตข้อหนึ่งที่ว่า การศึกษาเก่า ๆ มักอ้างอิงกับสังคมตะวันตก ที่มีสภาพแวดล้อมต่างจากสังคมเอเชีย (เช่นการกระจายตัวของรายได้ สภาพเมือง โครงสร้างประชากร ฯลฯ)
คราวหน้าจะมาต่อเรื่องฟองสบู่ในตลาดหุ้น ในไอเดียทางทฤษฎี และที่ผมคิด ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี ควรจะลาออกจากงานมาเล่นหุ้นอย่างเดียวดีมั๊ย :)

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘