Deflation หรือ เงินฝืด

อะไร คือ เงินฝืด

เงิน ฝืด คือ การที่ระดับราคาทั่วไปของสินค้าและบริการลดลง โดยเกิดขึ้นเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่าศูนย์ หรือ เมื่ออัตราเงินเฟ้อติดลบ ทำให้มูลค่าของเงินเพิ่มมากขึ้น



เงินฝืดเกิดจากอะไร

1.                   ทาง เศรษฐศาสตร์หลัก เงินฝืดเกิดจากการผสมผสานระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าและอุปทานและอุป สงค์ของเงิน โดยเฉพาะเมื่ออุปทานของเงินลดลงและเมื่ออุปทานสินค้าเพิ่มขึ้น จากประวัติศาสตร์เกิดจากสาเหตุนี้บ่อย เมื่ออุปทานสินค้าเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มของประสิทธิภาพในการผลิต หรือ Increased Productivity และ เมื่ออุปทานของเงินไม่ได้เพิ่ม หรือเงินฝืดเกิดจากอุปสงค์ของสินค้าลดลงพร้อมทั้งการลดลงของอุปทานของเงิน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ซึ่งจากการศึกษาโดยนายเบน เบอร์นาเก้ ที่กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ในเวลานั้นลดอุปทานของเงินในการรับมือกับการลดลงของอุปสงค์ซึ่งเป็นการทำให้เกิดภาวะเงินฝืด

2.                   มุมมองของกลุ่มโมเนททาริสต์ (Monetarist) เงินฝืดเกิดจากการลดลงของอัตราความเร็วของการหมุนเวียนของเงิน หรือ Velocity of  Money / หรือ จำนวนเงินต่อบุคคล

3.                   เศรษฐกิจปัจจุบันที่ใช้เครดิตอย่างกว้างขว้าง หรือ Modern credit-based economies การลดลงของอุปทานของเงินนำมาซึ่งการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของการให้กู้  ซึ่ง จะทำให้อุปทานของเงินลดลงอีกตามมาด้วยการลดลงของอุปสงค์ของสินค้า ก่อให้เกิดการลดลงของราคาสินค้าและอุปทานส่วนเกิน ผลที่เกิดคือการไหลลงของราคาอย่างต่อเนื่อง หรือ Deflationary Spiral







การแก้เงินฝืด

1.                   ก่อนยุคปีค.ศ. 1930s นัก เศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่าเงินฝืดจะหมดไปเอง เมื่อราคาลดลงอุปสงค์ก็จะเพิ่มเป็นธรรมดา และระบบเศรษฐกิจจะปรับกลับสู่สภาวะปรกติเองโดยไม่ต้องมีการแทรกแซงจากภายนอก

2.                   Great Depression ในยุคปีค.ศ. 1930s นั้นก่อกำเนิดมุมมองของกลุ่มเคนส์เซียนที่ท้าทายความเชื่อของนักเศรษฐ์ศาสตร์ก่อนยุคปีค.ศ. 1930s โดย ค้านว่าระบบเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินฝืดโดยตัวเองได้ ดังนั้นรัฐบาลและธนาคารกลางต้องดำเนินมาตรการที่จะเพิ่มอุปสงค์อย่างแข็งขัน โดยการลดภาษีหรือการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าเงินทุนสำรองที่ธนาคารกลางกำหนดให้รักษาไว้ หรือ Reserve Requirement อยู่ในอัตราที่สูง ธนาคารกลางสามารถเพิ่มอุปทานของเงินโดยลด Reserve Requirement และโดยการซื้อพันธบัตร ผ่านวิธีการที่เรียกว่า Open Market Operation เพื่อชดเชยการลดลงของอุปทานของเงินในภาคเอกชนจากการลดลงของเครดิต

3.                   ในมุมมองของกลุ่มโมเนททาริสต์ (Monetarist) เงินฝืดแก้ได้โดยขยายอุปสงค์โดยการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามนโยบายผ่อนคลาย หรือ Accommodative Policies ของประเทศญี่ปุ่นในตอนแรกของยุคค.ศ. 1990s และประเทศสหรัฐในปีค.ศ. 2000-2002ไม่สามารถทำให้อุปสงค์เพิ่มหลังจากตลาดหุ้นทรุดอย่างหนัก

4.                   นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันมีความกังวลเกี่ยวกับความกดดันด้านเงินเฟ้อ หรือ Inflationary Pressure ของ นโยบายการเงินต่อราคาสินทรัพย์ โดยการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำระยะหนึ่งสามารถส่งผลโดยตรงต่อการปรับตัว เพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ และการสะสมของการกู้ยืมเกินความเหมาะสม ดังนั้นการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องอาจแก้ไขปัญหาเงินฝืดได้ชั่วคราว และในที่สุดจะส่งผลให้ปัญหาเงินฝืดในอนาคตรุนแรงขึ้นอีกและอาจถึงขั้นวิกฤต



ภาวะเงินฝืดในประเทศญี่ปุ่น

ภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในต้นยุคค.ศ. 1990s ธนาคาร กลางญี่ปุ่นได้พยายามขจัดปัญหาเงินเฟ้อโดยการลดดอกเบี้ยเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเพิ่มอุปทานของเงิน หรือ ที่เรียกกันว่า Quantitative Easing Policy อย่างไรก็ตามธนาคารกลางไม่ประสบความสำเร็จนานนับสิบปี และนโยบายดอกเบี้ยที่ศูนย์ได้สิ้นสุดลงในปีค.ศ. 2006

ภาวะเงินฝืดได้กลับมาเยือนประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปีค.ศ. 2009 โดยดัชนีราคาผู้บริโภคระดับประเทศ หรือ National Consumer Price Index ที่เริ่มลดลงครั้งแรกที่ร้อยละ -0.1 (yoy) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลดลงที่ร้อยละ -1.7 (yoy) ใน เดือนธันวาคม 2552 ดังนั้นเราต้องติดตามการแก้ไขภาวะเงินฝืดในประเทศญี่ปุ่นว่าจะประสบผลสำเร็จ หรือไม่ และมาตรการของธนาคารญี่ปุ่นว่าจะถอนนโยบาย Quantitative Easing อย่างไรและเมื่อไรหลังจากกลับมาใช้นโยบายนี้อีกครั้ง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘