อ่าน CEO จากปันผล

ช่วง นี้เป็นฤดูกาลของการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน  นักลงทุนหลายคนคงจะมีความสุขจากเงินปันผลที่ได้รับ  แต่ผมเองนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก  เพราะเมื่อบริษัทมีการจ่ายปันผลออกมาราคาหุ้นก็มักจะลดลงมาคิดเป็นเม็ดเงิน แล้วก็พอ ๆ  กัน   เงินสดที่ได้รับมาผมก็นำไปซื้อหุ้นหมด  สรุปแล้วพอร์ตผมก็ยังคงมีมูลค่าเท่าเดิมแม้ว่าจำนวนหุ้นจะเปลี่ยนไปบ้าง   ดังนั้นสำหรับผมแล้ว  หุ้นจะจ่ายปันผลมากหรือหุ้นจะจ่ายปันผลน้อยเมื่อเทียบกับราคาหุ้นจึงไม่ใช่ ประเด็นสำคัญนัก  พูดง่าย ๆ  ผมไม่ใช่นักลงทุน  “หุ้นปันผล”  ที่เลือกลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลงามเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ผมจะดูเกี่ยวกับปันผลนั้นกลับเป็นเรื่องของ “สัญญาณ”  ที่มาจากนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท   ผมคิดว่าการจ่ายปันผลของแต่ละบริษัทบอกอะไรต่าง ๆ เรามากรวมถึง “นิสัย” หรือพฤติกรรมของ CEO   เหตุผลก็คือ  การจ่ายปันผลนั้นเป็นเรื่องของการจ่ายเม็ดเงินจากการควบคุมของ CEO ไปสู่มือของผู้ถือหุ้น  ซึ่งบางทีก็เป็นคนละคนและผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน

 หุ้น ของบริษัทที่มี CEO เป็นมืออาชีพและผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทมหาชนต่างประเทศนั้นเป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนที่สุดที่ผลประโยชน์ของผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยนั้น แตกต่างกันมาก  นั่นคือ  CEO มักจะพยายามจ่ายปันผลน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกำไรในแต่ละปี  เพราะผู้บริหารของบริษัทแบบนี้มักไม่ได้ถือหุ้นดังนั้นการจ่ายปันผลมากเขา ไม่ได้อะไร  ในขณะที่การเก็บเงินไว้เขาสามารถเอาไปใช้จ่ายได้สะดวกและทำให้บริษัทมีความ มั่นคงและทำให้การบริหารงานของตนเองนั้นสบายขึ้นมาก   ส่วนในด้านของบริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น  จริง ๆ  ก็อาจจะไม่มีเจ้าของเช่นกัน  ดังนั้น  เขาจึงไม่สนใจมากนักว่าจะต้องได้รับปันผลมาก ๆ    หรือถึงจะมีเจ้าของที่เป็นบุคคลและต้องการได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศ ไทย  เขาก็มีทางถ่ายเทเงินจากบริษัทได้ผ่านสัญญาและการซื้อขายสินค้าระหว่างแม่ กับลูกได้

บริษัทบางแห่งมีกำไรดี  มีเงินสดสูงและไม่ต้องลงทุนมาก  แต่ก็จ่ายปันผลคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรต่ำมาก  ตรวจสอบดูก็พบว่าเป็นกิจการแบบ “กงสี”  กล่าวคือมีการถือหุ้นใหญ่โดยบริษัทโฮลดิ้งของตระกูล  CEO เป็นตัวแทนจากคนในตระกูล  พี่น้องรวมถึงลูกหลานต่างก็เป็นกรรมการและเป็นผู้บริหารในบริษัท  พูดง่าย ๆ  บริษัทเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ  เป็นที่ทำมาหากิน  เป็นแหล่งที่สร้างสถานะทางสังคมและอะไร ๆ  อีกมากมาย  เป็นชีวิตของพวกเขา  ดังนั้น  เขาจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรายย่อย   นอกจากนั้น เขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะจ่ายให้กับบริษัทโฮลดิ้งมาก ๆ  เพราะจ่ายไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาถึงตัวเองมากน้อยแค่ไหนเพราะอาจจะมีพี่ น้องอื่น ๆ  อีกหลายคนที่จะต้องมารับส่วนแบ่งด้วย

 หุ้นที่เจ้าของ ถือหุ้นสูงมากเช่นถืออยู่คนเดียวกว่า 50 % นั้น  มักจะทำตรงกันข้ามกับบริษัทที่ CEO ถือหุ้นน้อย  เขามักจะจ่ายปันผลงามเมื่อเทียบกับกำไร   เหตุผลนั้นชัดเจน  การจ่ายปันผลมากทำให้เขาได้เงินมากไปด้วย   ผลประโยชน์ของเขากับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยตรงกัน  เขาจะเก็บเงินไว้ในบริษัทมากเท่าที่จำเป็นแต่ก็ไม่น้อยเกินไปที่จะทำให้เขา ทำงานลำบาก  ส่วนที่เกินจากนั้นเขาต้องการจะเอาออกไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่เขาจะทำอะไร ก็ได้และเป็นการลดความเสี่ยงถ้าหุ้นของบริษัทจะประสบปัญหาในอนาคตไปในตัว
 
หุ้น ของบางบริษัท  โดยเฉพาะที่เป็นบริษัทใหม่ ๆ  หรือมีพื้นฐานที่ไม่แข็งแกร่งที่เจ้าของเป็น  “นักเล่นหุ้น”  หรือพยายามขายกิจการที่เขาเห็นว่ามีอนาคตที่ไม่สดใสในตลาดหลักทรัพย์นั้น  มักจะจ่ายปันผลงดงามเมื่อเทียบกับกำไร  บางครั้งเขาประกาศจ่ายทั้ง ๆ ที่บริษัทไม่มีเงินสดอยู่ในมือแต่ต้องกู้มาจ่าย  เหตุผลของพวกเขานั้นอยู่ที่ราคาหุ้น   นั่นคือ  พวกเขาประกาศจ่ายปันผลมากเพื่อดึงดูดให้คนสนใจมาซื้อหุ้นเพื่อทำให้ราคาหุ้น สูงขึ้นซึ่งจะทำให้เขาสามารถซื้อขายทำกำไรได้อย่างงดงามในขณะเดียวกันก็ยัง ได้ปันผลเอามาใช้ด้วย   ข้อสังเกตเพิ่มเติมก็คือ  ในบางครั้งที่บริษัทมีเงินไม่พอเขาก็มักหันไปจ่ายปันผลเป็นหุ้นหรือวอแร้นต์ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน

หุ้นของกิจการระดับบลูชิพ  เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารต่าง ๆ นั้น มักจะจ่ายปันผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรแน่นอนเช่น 40-50% ของกำไร  หุ้นประเภทนี้เจ้าของมักกระจายกันไปมาก  CEO  เองก็ไม่ได้ถือหุ้นหรือถือหุ้นค่อนข้างน้อยแม้บางรายจะถูกเรียกว่าเป็นเจ้า สัว   เนื่องจากบริษัทใหญ่มากจึงมีเงินมหาศาลที่ผู้บริหารจะสามารถใช้จ่ายได้อย่าง สะดวกสบาย  ดังนั้น  ผู้บริหารจึงมักเน้นการจ่ายปันผลที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่พอใจซึ่งจะได้ สนับสนุนให้ผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งได้นานที่สุด   สำหรับ CEO ของบริษัทเหล่านี้  การจ่ายปันผลนั้นจะคล้าย ๆ  กับต้นทุนอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจและเขาต้องทำให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรู้ ว่าตนเองจะต้องได้เท่าไรถ้าบริษัทมีกำไร

การจ่ายปันผลที่มีเหตุผล ที่สุดนั้น  น่าจะเป็นการจ่ายปันผลโดยดูถึงโอกาสในการลงทุนของบริษัท   ถ้าบริษัทมีโอกาสในการขยายกิจการที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น มากกว่า 12-15% ขึ้นไปโดยที่ความเสี่ยงต่ำ  บริษัทก็น่าจะเก็บเงินไว้ลงทุนมากกว่าการจ่ายปันผล  แต่ถ้าโอกาสในการลงทุนมีน้อยหรือมีความเสี่ยงสูงเกินไป  บริษัทก็ควรจ่ายปันผลออกมาให้มาก  บริษัทที่มีนโนบายในแนวนี้ดูเหมือนว่าจะมีค่อนข้างน้อยในตลาดหุ้นไทย  แต่ถ้าเราพบ  เราก็ควรให้เครดิตว่าผู้บริหารเป็นคนที่มีเหตุผล แม้ว่าบริษัทจะประกาศจ่ายปันผลที่น้อยลง  เพราะการจ่ายน้อยลงหมายถึงว่าอนาคตจะได้มากขึ้น

การดูนโยบายการจ่าย ปันผลของบริษัทที่จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของ CEO จริง ๆ นั้น   เราจะต้องดูข้อมูลย้อนหลังหลาย ๆ ปี ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเรากำลังลงทุนกับบริษัทที่มีผู้บริหารที่มีผลประโยชน์ ตรงกับผู้ถือหุ้นจริง  การที่ผู้บริหารไม่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเท่าที่ควรนั้นจะทำให้หุ้น ของเรามีค่าน้อยลงมาก  นั่นก็คือ  แม้ว่ากิจการจะมีผลการดำเนินงานที่ดีแต่ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ไปไหน  และการลงทุนของเราก็จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรเป็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘