ซื้อหุ้นตอนนี้ดีมั้ย???

โดยมากเพื่อนฝูงมักจะถามผมว่า “ซื้อหุ้นตัวนั้นดีมั้ย? ตัวนี้ดีมั้ย? ซื้อตรงนี้แพงมั้ย(ทั้งๆ ที่ก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว และก็คงหวังให้ผมช่วยสนับสนุนอยู่ลึกๆ)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ตลาดหุ้นหรือหุ้นตัวนั้นๆได้ทำการปรับตัวขึ้นไป แล้วอย่างค่อนข้างร้อนแรง และ คำตอบที่ผมมักจะถามกลับไปก็คือ “ไปอยู่ไหนมาตอนตลาดหุ้นอยู่ต่ำกว่านี้(หรือหุ้นตัวนั้นถูกกว่านี้)?”

ฟังเผินๆเหมือนจะกวน (ซึ่งจริงๆก็มีนัยแฝงเช่นนั้นอยู่ลึกๆ) แต่ข้อเท็จจริงของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จข้อแรกๆเลยคือ “ควรซื้อหุ้นเมื่อราคาถูกและขายทำกำไรออกไปบ้างเมื่อราคาแพง” ส่วนอีกข้อที่แถมมาด้วยเลยละกันคือ

“อย่าใช้จิตวิทยาหมู่ (Herd Instinct หรือ Herd Psychology) เป็นตัวนำ” คือพอเห็นคนแห่เข้าซื้อหุ้นดันตลาดพุ่งแรง กลัวตกรถเลยอยากเข้าบ้าง Herd Instinct นี้แหละที่เป็นตัวทำให้ตลาดหุ้นสวิงกิ้ง (Swinging)ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงเพราะคนเรามักจะ overreact ไปกับเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา

เรื่อง Herd Instinct นี้เป็นหนึ่งในบทเรียนวิชา Behavioral Finance ซึ่งพยายามใช้โมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเรียนกันไปถึงปริญญาเอก คอร์สหนึ่งก็ใช้เวลากันเป็นเทอมๆที่เดียว บทสรุปที่ผมรวบรวมได้คือ ไม่มีโมเดลใดโมเดลหนึ่งเลยที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้พึ่งพาสำหรับการลงทุนที่ ก่อให้เกิดกำไรในทุกสถานการณ์ เมือเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ขึ้น อาทิ การล่มสลายของ Lehman Brothers และวิกฤติตลาดทุนโลกในปี 2008 นักคิดค้นโมเดลก็จะออกมาบอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เคยมีขึ้นมาก่อน (Unprecedented Event) จึงยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปใช้คาดเดา…

นอกเรื่องซะยาว…กลับมาประเด็นที่ว่า “ซื้อหุ้นตอนนี้ดีมั้ย?” ผมแค่อยากตอบสั้นๆว่า “ถ้า(ค่อนข้าง)มั่นใจว่าจะสามารถขายหุ้นออกไปที่ราคาสูงกว่านี้โดยได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าคอมมิชชั่นแล้วละก็ ซื้อไปเถอะครับ”
…..
………….

…………………
………………………….
ผู้อ่านคงอยากเตะผมเข้าให้บ้างแล้วใช่มั้ยครับ? หากผมจบลงเพียงแค่นั้น?

จริงๆ แล้ว ประเด็นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนมันมีอยู่แค่นั้นหากแต่ว่าการจะนำมาซึ่ง ความมั่นใจดังกล่าวต่างหากที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย และ ความอดทน อดกลั้น…

“หยาดเหงื่อ แรงกาย” คือการที่เราต้องทำตัวหูกว้างไกล ต้อง อ่าน อ่าน แล้วก็ อ่าน เกี่ยวกับปัจจัยที่กระทบการลงทุน ปัจจัยเหล่านี้มีเป็นร้อยแปดฯ ต้องหัดมีตะแกรงร่อนส่วนตัวด้วย มิเช่นนั้นอาจโดนข้อมูลท่วมท้นหรือที่เรียกกันว่า Information Overload ได้ (ถ้าอยากรู้ว่าปัจจัยที่กระทบดังกล่าวมีอะไรได้บ้าง ลองกลับไปอ่านบทความเก่าๆ ของผมดูนะครับ) จากนั้นก็ต้องนำสิ่งที่เราอ่านมาวิเคราะห์จนตกผลึกเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการ มองอนาคตให้ได้ 6 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย
เพราะตลาดหุ้นมักจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นไป ก่อนล่วงหน้าประมาณ 6 เดือนจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังมาโดยสำนักวิจัยต่างๆ เมื่อมองเทรนด์หรือแนวโน้มพอที่จะออกแล้วก็เริ่มตัดสินใจลงทุน แต่ก็ต้องมีการประเมินมูลค่าแท้จริง (Fair Value) ของหุ้นที่จะเข้าลงทุนประกอบด้วย โดยทั่วไปหาก Fair Value ที่ประเมินได้อยู่สูงกว่าราคาที่จะเข้าซื้อซักประมาณ 20%-25% ก็น่าจะทยอยเข้าลงทุนได้ (เรื่องการประเมินมูลค่าหุ้น (Stock Valuation) ก็ว่ากันได้เป็นฉากๆ ไว้คราวหน้า หรือหากผู้อ่านอยากทราบเรื่องใดเป็นพิเศษก็ Vote เข้ามาได้ครับ)

ส่วน “อดทน อดกลั้น” ก็คือความพยายามไม่ตกเป็นเหยื่อของ Herd Instinct ซึ่งเท่าที่ผมสังเกตดูมักจะมีความรุนแรงสุดช่วงที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนเทรนด์ การลงทุนตาม Herd Instinct อาจนำมาซึ่งปรากฏการณ์ “ติดดอย” (ซื้อแพง) หรือ “ขายหมู”(ขายถูก) ในเวลาชั่วพริบตา           ในทางกลับกัน การลงทุนโดยไม่เร่งรีบ ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และ ค่อยเป็นค่อยไป ในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจริงครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร