Moment Of Truth

ตลาดหุ้นใน ช่วงนี้ถ้าใช้ภาษาอังกฤษมาบรรยายถึงความรู้สึกของนักลงทุนหลายคนก็คงต้องใช้ คำว่า Moment Of Truth  มันเป็นวิกฤติกาล  เป็นเวลาที่จะต้องนั่งคิดคำนึงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป   อนาคตอันสดใสที่เคยวาดหวังไว้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปมาก   หลายคนอาจจะต้องตัดหุ้นออกจากสาระบบของเครื่องมือที่จะนำพาไปสู่ความ มั่งคั่งทางการเงิน   หุ้นอาจจะไม่ใช่หนทางสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างรวดเร็วตามที่ฝันไว้อีกต่อ ไป  ลองมาดูความจริงที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์หุ้นรอบนี้ที่ดัชนีตกลงมาจาก 858 จุดในตอนต้นปีเหลือเพียงประมาณ 433 จุดในช่วงนี้ดูว่านักลงทุนที่อยู่ในตลาด   โดยเฉพาะ  Value Investor หรือนักลงทุนระยะยาวที่เข้าตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดู
ข้อ เท็จจริงข้อแรกก็คือ  ในช่วง 5 ปีนับจากปี 2547 เป็นต้นมา    มีนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งรวมถึง  Value Investor เข้ามาลงทุนในตลาดเป็นจำนวนมาก   เหตุผลก็คือ  ในปี 2546 นั้น  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นถึง  117%   ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นบูมมากที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย   ข่าวของความร่ำรวยของเศรษฐีหุ้นกระจายไปทั่ว  มูลค่าของหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้นนับเป็นล้าน ๆ  บาท  คนคิดว่าการแสวงหาความร่ำรวยในตลาดนั้นทำได้ง่าย ๆ    สิ่งนี้ประกอบกับการสนับสนุนและส่งเสริมจากรัฐบาลผ่านมาตรการทางภาษีหลาก หลายและการเผยแพร่ความรู้ของหน่วยงานเกี่ยวกับตลาดทุนทำให้ตลาดหุ้นนั้น คึกคักยิ่งกว่ายุคใด ๆ  และตลาดหุ้นไม่ใช่สถานที่เฉพาะของนักเก็งกำไรและคนที่ไม่มีความรู้อีกต่อ ไป   และ  Value Investor  กลายเป็นความคิดและกลุ่มบุคคลที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง
โดย เฉลี่ยแล้ว   หลังจากปี 2546 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 740 จุดก่อนที่จะตกลงมาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนนี้   นั่นแปลว่าโดยเฉลี่ยแล้วนักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาจะขาดทุนประมาณ 41%    และถ้าจะกลับไปเท่าทุนได้นั้น  ดัชนีจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 71%  ซึ่งถ้าหากว่าตลาดหุ้นนับจากวันนี้สามารถปรับตัวขึ้นได้ปีละประมาณ 10% ซึ่งเป็นผลตอบแทนปกติในระยะยาวของตลาดแล้ว    จะต้องใช้เวลาถึงประมาณ  5.6 ปี ดัชนีถึงจะกลับมาอยู่ที่เดิมที่นักลงทุนเข้ามาลงทุนในวันแรก    ดังนั้น   ถ้านักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงต้นปี 2547  ก็หมายความว่า  เขาลงทุนในตลาดมาแล้ว  5  ปี โดยที่ยังขาดทุนอยู่ 41%  และกว่าเขาจะได้ทุนคืน   เขาอาจจะต้องรอไปอีกกว่า 5 ปี  สรุปแล้ว  เขาอาจจะเจอกับ  10 ปีแห่งความว่างเปล่าของการลงทุน  
นัก ลงทุนบางคนนั้น    นับจากวันลงทุนครั้งแรกเมื่อ 4-5 ปีก่อนจนถึงก่อนวิกฤติตลาดหุ้นรอบนี้อาจจะประสบความสำเร็จสูง   หลายคนอาจจะเป็น  “ดารา”   ผลตอบแทนสูงลิ่วและเม็ดเงินลงทุนสูงขึ้นมากจนอาจจะใกล้ความเป็น “อิสรภาพทางการเงิน”  แต่แล้วเม็ดเงินก็กลับทรุดฮวบลงอย่างน่าตกใจ   พอร์ตหุ้นหรือผลตอบแทนที่ติดลบลงมาเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 50% นั้น   ถ้าเอามาเฉลี่ยกับผลตอบแทนเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีเป็นเวลา 4-5 ปีนั้นอาจจะคิดว่าไม่น่าจะมาก    แต่ข้อเท็จจริงก็คือ    บางที   ตอนที่ได้ผลตอบแทนมากนั้น  เป็นช่วงที่เขาใช้เม็ดเงินลงทุนน้อย   แต่ในช่วงที่หุ้นตก 50%  นั้นอาจจะเป็นช่วงที่เขามีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมเข้ามามาก   ดังนั้น  ผลรวมก็คือ  เขาอาจจะเหลือกำไรน้อยมากหรืออาจจะขาดทุนเลยก็ได้ทั้ง ๆ  ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวแล้ว   ตัวเลขก็ยังเป็นบวกค่อนข้างมาก    สถานการณ์แบบนี้  ผมอยากจะเปรียบเทียบกับเรื่องของสงครามที่มักจะมีคำพูดที่ว่า   “ชนะศึกจำนวนมาก  แต่แพ้สงคราม”   เหตุผลก็คือ  ศึกที่ชนะนั้นเป็นศึกเล็ก ๆ  แต่ศึกที่แพ้กลับเป็นศึกใหญ่ที่กำหนดผลลัพธ์ของสงคราม
วิกฤติ ตลาดหุ้นนั้น   น่าจะเหมือนกับสึนามิ  นั่นคือ  มันสามารถเปลี่ยนแปลงแผนภูมิความมั่งคั่งของบริษัทต่าง ๆ  เช่นเดียวกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นของมัน  หุ้นหลายตัวหรือหลายกลุ่มอาจจะมีมูลค่าลดลงมากและมันอาจจะไม่กลับขึ้นมาอีก เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว   ตรงกันข้าม   หุ้นหลายตัวหรือหลายกลุ่มอาจจะมีมูลค่าลดลงเช่นกันในยามที่เกิดวิกฤติแต่อาจ จะลดลงไม่มาก   แต่เมื่อภาวะวิกฤติหมดไป   มันอาจจะฟื้นตัว   มูลค่าหุ้นกลับมาที่เดิมและเติบโตขึ้นไปอีก   ผลก็คือ  เราได้บริษัทที่ยิ่งใหญ่ตัวใหม่หรือกลุ่มใหม่ปรากฏขึ้น   ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองนึกถึงบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีมูลค่าตลาดสูงลิ่วและเป็น ที่สนใจของนักลงทุนในช่วงก่อนวิกฤติตลาดหุ้นปี 2540 ก็จะพบว่า  มันแตกต่างจากภาพในวันนี้แค่ไหน   ลองคิดถึงหุ้นไฟแน้นซ์   หุ้นที่ดินยักษ์ใหญ่  ที่เป็นพระเอกในสมัยนั้นดู! 
วิกฤติ นั้นมักจะช่วยบอกให้เรารู้ว่ากลยุทธ์หรือแนวทางการลงทุนที่เราใช้อยู่นั้น  มันมีข้อดีข้อด้อยตรงไหน   สิ่งที่เราใช้อยู่นั้น  มันถูกต้องจริงหรือไม่    ผลสำเร็จของเราเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นเรื่องของฝีมือ   จุดอ่อนของ  Value Investor ในเมืองไทยนั้น  นอกจากเรื่องต่าง  ๆ  เช่นการที่มีบริษัทจดทะเบียนจำนวนน้อยที่มีคุณภาพดีแล้ว   ก็คือ  Value Investor ส่วนใหญ่ไม่เคยประสบกับภาวะตลาดหุ้นตกรุนแรงหรือภาวะวิกฤติอย่างที่เป็น อยู่   ดังนั้น  พวกเขาจึงมักจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการลงทุนหรือกำหนด  Margin Of Safety น้อย   พวกเขาเพียงแต่  “คิด” ว่า   เขาได้เผื่อ  Margin Of Safety  สูงแล้ว  หลายคนชอบลงทุนในกิจการที่ไม่มีความแน่นอนแต่มี   “โมเมนตัม” ของกำไรหรือผลการดำเนินงานของบริษัทที่จะทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้มาก   คำว่าช้า ๆ  แต่ชัวร์นั้นพวกเขาอาจจะคิดว่าเหมาะกับ  Value Investor กลุ่มอื่นและคนที่สูงอายุมากกว่า  ดังนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  หุ้นจึงมักจะไม่สามารถต้านทานการตกลงมาได้
ทั้ง หมดนั้นก็คือ  Moment Of Truth ที่ผมพอจะนึกได้   นักลงทุนทุกคน   ไม่ว่าจะเป็นคนที่  “เจ็บหนัก”    หรือคนที่ยัง  “พอประคองตัวเอง”  ได้  จะต้องคิดคำนึงถึงบทเรียนสำคัญในครั้งนี้   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ในวิกฤตินั้น   ยังมีโอกาสเสมอ  การท้อถอยเลิกลงทุนคือการพ่ายแพ้     ในตอนนี้   หลาย ๆ คนที่  “ฝันสลาย”   จะต้องทำใจให้ได้ว่า   นั่นคือความฝันจริง ๆ  เป็นเรื่องที่เราจินตนาการไปเอง    ณ. ขณะนี้   มันคือความจริงที่เราจะต้องเดินหน้าต่อไป  ด้วยความคาดหวังที่สมจริง    ผมเองเตือนอยู่เสมอว่า   การลงทุนในตลาดหุ้น  ในระยะยาวแล้วอย่าคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนเกินปีละ 10-15 %  ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราแน่แค่ไหน  ขอให้โชคดีกับการเดินทางต่อไปครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘