เลือกราคาหรือคุณภาพ

ในยามวิกฤติ ที่หุ้นส่วนใหญ่และตลาดหุ้นตกต่ำอย่างหนักนั้น   นักลงทุนที่ยังมีเงินสดอยู่มักจะเตรียม  “ช้อน”   หุ้น  โดยเฉพาะที่มีราคาตกลงมามาก    ส่วนนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่เต็มมือและไม่มีเงินสดเหลือนั้น  บางคนก็  “สวิทซ์”  หรือขายหุ้นตัวที่มีราคาตกลงมาน้อยแล้วไปซื้อหุ้นที่ราคาตกลงมามากกว่า
คน ชอบซื้อหุ้นที่มีราคาตกลงมามากกว่า   เพราะเขาคิดว่าเมื่อเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นฟื้น   หุ้นที่ตกลงมามากกว่าจะขึ้นแรงกว่าหุ้นที่ตกลงมาน้อยกว่า   และด้วยเหตุผลเดียวกัน   เขาเหล่านั้นแทบจะไม่สนใจหุ้นที่ราคาไม่ลงเลย    เขาอาจจะคิดว่าหุ้นพวกนี้   ถึงแม้ว่าตลาดฟื้นตัว   ราคาของมันก็คงจะไม่ค่อยขึ้นไป  สู้พวกที่ราคาตกลงมามาก ๆ  ไม่ได้   และนี่ก็คือความคิดแบบเทคนิคหรือนักเล่นหุ้นทั่ว  ๆ  ไปที่มักใช้  “สามัญสำนึก”  ว่า    อะไรที่ตกลงมามากก็จะกระเด้งขึ้นไปมาก
สำหรับ  Value Investor  แล้ว  กลยุทธ์การซื้อหุ้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างกับนักลงทุนโดยทั่วไป   แต่เหตุผลนั้นแตกต่างกัน   นั่นคือ  พวกเขาจะเปรียบเทียบราคาและความถูกความแพงของหุ้นบริษัทหนึ่งเทียบกับ อีกบริษัทหนึ่ง   เขาคิดว่า   ในเมื่อหุ้น A  เดิมทีมีราคา  10 บาทและมีค่า PE  เท่ากับ  12  เท่า บัดนี้มีราคาลดลงมาครึ่งหนึ่งเหลือเพียง  5  บาทและค่า PE  เหลือเพียง  6  เท่า    ในเวลาเดียวกัน  หุ้น  B  เคยมีราคา  10  บาทและค่า  PE  เท่ากับ  12  เท่าเหมือนกัน   แต่หลังจากวิกฤติ  ราคาลดลงเพียงเล็กน้อยเหลือ  9  บาท  ซึ่งทำให้ค่า  PE  เหลือ  10.8  เท่า    เช่นนี้   ถ้าเขาเลือก   เขาจะซื้อหุ้นตัวไหน?
เขา จะซื้อหุ้น  A   เพราะเขาคิดว่าหุ้น A  คงมีศักยภาพพอ ๆ   กับหุ้น B   ค่าที่ว่ามันเคยมีค่า  PE  เท่า ๆ  กันก่อนเกิดวิกฤติ    เขาเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว   หุ้นก็จะกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับราคาเดิม   ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น   การซื้อหุ้น  A  ก็จะทำกำไรได้  100%   ในขณะที่หุ้น  B  จะทำกำไรได้เพียง  11%    และในทางตรงกันข้าม  ถ้าตลาดหุ้นยังตกลงไปอีก   หุ้น  A  คงตกลงไปได้อีกไม่มากแล้ว   ในขณะที่หุ้น  B  อาจจะตกลงไปได้อีกมาก     เรียกว่าหุ้น  A  มี  Upside Gain หรือโอกาสทำกำไรในช่วงขาขึ้นมาก   แต่   Downside Risk  หรือความเสี่ยงที่จะขาดทุนในช่วงขาลงน้อย   ในขณะที่หุ้น  B  มี  Upside Gain น้อยแต่  Downside Risk มาก
ส่วน ตัวผมเองนั้น   ผมคิดว่าเหตุผลดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้อง    การพิจารณาลงทุนซื้อหุ้นนั้น    ควรต้องวิเคราะห์ถึงศักยภาพของธุรกิจใน  “อนาคตหลังจากวิกฤติ”   มากกว่าที่จะอิงอยู่กับราคาและค่า  PE  ของหุ้นใน  “อดีตก่อนวิกฤติ”   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ   การสรุปว่ากิจการ  A  กับ  B  นั้นมีศักยภาพเท่ากันเพราะมีค่า  PE  เท่ากันก่อนที่หุ้นจะตกนั้น   ผมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง    การที่ราคาหุ้น  A  ลดลงมาครึ่งหนึ่งแต่หุ้น  B  ราคาลดลงมาเพียง  10%  ในท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจนั้น     ถ้าหุ้นทั้งสองตัวมีสภาพคล่องและคุณลักษณะของผู้ถือหุ้นใกล้เคียงกัน  (  เช่นมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างประเทศพอ ๆ  กัน )  มันก็น่าจะสะท้อนว่า   พื้นฐานของหุ้น  B  เหนือกว่าหุ้น  A   มาก  ทำให้คนไม่ยอมขายหุ้น  B   ในขณะที่ทิ้งหุ้น  A
บาง คนอาจจะเถียงว่าหุ้น  B  อาจจะไม่ได้เหนือกว่าหุ้น  A  เพียงแต่หุ้น B  อาจจะเป็นหุ้น   “Defensive”  นั่นคือเป็นกิจการที่มีรายได้และกำไรไม่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือ ถูกกระทบน้อยในขณะที่กิจการของหุ้น  A   นั้นอ่อนไหวต่อวัฎจักรเศรษฐกิจสูง   ดังนั้น  เวลาเกิดวิกฤติ  หุ้น  B  จึงทำผลงานได้ดีกว่า
ข้อ นี้  ผมเองอยากจะเถียงกลับโดยใช้เหตุผลเดียวกันว่า   นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า   คุณสมบัติของสองบริษัทไม่เหมือนกัน   นั่นคือ   หุ้น  B  มีคุณสมบัติที่สามารถทนทานต่อภาวะยากลำบากได้   ในขณะที่  A  นั้น  อาจจะดีเฉพาะในยามปกติ    ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญมาก    เพราะเศรษฐกิจนั้นมีช่วงเวลาที่ดี    ช่วงเวลาปกติ   และช่วงเวลาที่เลวร้าย    จะมีเฉพาะบางกิจการเท่านั้นที่สามารถทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้ในทุกสภาพ    ดังนั้น   หุ้นที่ยังรักษาระดับราคาหุ้นได้ในยามที่เศรษฐกิจเลวร้ายและมีราคาสูงในยาม ปกติต้องถือว่าเป็นหุ้นที่ดีเยี่ยม   โดยนัยนี้   เราอาจจะต้องทบทวนความคิดใหม่ว่า   หุ้น  A  อาจเป็นแค่หุ้นดีธรรมดา   ในขณะที่หุ้น  B  เป็นหุ้นดีเยี่ยมหรือเป็น   Super Stock
ด้วย เหตุผลดังกล่าว   การซื้อหุ้น  B  อาจจะดีกว่าหุ้น A  นั่นก็คือ   มีโอกาสที่หุ้น  A  จะตกต่อไปในขณะที่หุ้น  B  ยังยืนอยู่ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจยังตกต่ำลงต่อไป   และในทางตรงกันข้าม   ถ้าเศรษฐกิจฟื้น   หุ้น  B  อาจจะขึ้นไปมากเท่า  ๆ   กับหรือมากกว่าหุ้น  A  ก็ได้เนื่องจากคุณสมบัติที่เป็น  Great Company หรือเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่   ที่เราอาจจะไม่ได้ตระหนักก่อนหน้านั้น
ที่ เขียนมาทั้งหมดนั้น   ก็ไม่ได้เป็นการเชียร์ว่าควรซื้อหุ้นแบบไหน   หุ้นที่ตกลงมามากหรือหุ้นที่ไม่ตกหรือตกลงมาน้อย     เพียงแต่อยากจะบอกว่า   มันไม่ใช่สูตรตายตัวที่จะซื้อหุ้นเพียงเพราะมันตกลงมามากเหลือเกินและไม่ ซื้อหุ้นที่ราคาไม่ลงเลยแม้ในยามวิกฤติ   สิ่งที่จะต้องตระหนักสุดท้าย   ก็คือ   เมื่อเกิดวิกฤติ  ธาตุแท้ของหุ้นมักจะปรากฏขึ้น   ในอีกด้านหนึ่ง   วิกฤติมักทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของบริษัทต่าง  ๆ   บางบริษัทตกต่ำลง   ในขณะที่บางบริษัทโดดเด่นขึ้น  อย่างถาวร   หุ้นจำนวนมากแม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นแล้วก็อาจจะไม่กลับมาเท่าเดิมอีก  แต่หุ้นที่ดีเยี่ยมนั้น   เมื่อเวลาผ่านไปและภาวะกลับเป็นปกติ  ราคามักจะขึ้นไปสูงกว่าเดิมมาก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘