ลอร์ดเคน

ถ้าจะยกย่อง บุคคลที่เป็นผู้นำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหม่ไม่มีคนคิดมา ก่อน    เป็นเรื่องที่สำคัญ   และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมวลชนในวงกว้างว่าเป็น   “บิดา”  แล้วละก็   John Maynard Keynes หรือ ลอร์ด  เคน  ก็ถือว่าเป็น  “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์หลังยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ”    เคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่  “สุดโต่ง”  “รุนแรง”  และเป็นคนที่  “สวนกระแส”   ความคิดของเขานั้นเป็นประเภทที่ว่า   “ถ้าคนตกงานกันมากไม่มีงานทำ   วิธีแก้ก็ไม่เห็นยาก    รัฐบาลก็จ้างคนมาขุดหลุม  เสร็จแล้วก็จ้างคนมากลบหลุมที่ขุดไว้  คนก็มีงานทำ   มีเงินใช้   เศรษฐกิจก็เดิน”    นั่นก็พูดแบบเวอร์ ๆ   แต่จริง ๆ  แล้ว   วิธีการก็คือ  ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้น  รัฐบาลควรที่จะสร้างงานขึ้นมาเช่น   สร้างถนนหนทาง   เขื่อน  และสาธารณูปโภคต่าง ๆ   เพื่อให้เกิดการจ้างงานชดเชยกับการปิดงานของเอกชน   วิธีนี้จะทำให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำได้   และนั่นทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลอเมริกันในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลัง ปี 1929  สร้างงานต่าง ๆ  ขึ้น  ที่โดดเด่นก็คือ  เขื่อนฮูเวอร์    และหนังสือที่เป็นต้นตำรับสำคัญที่ทำให้เคนโด่งดังและเป็นหนังสือคลาสสิกก็ คือ  General Theory Of Employment, Interest, and Money
แน่ นอน   นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะต้องรู้จัก ลอร์ด เคน    แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ก็คือ   นอกจากจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์แล้ว    เคนยังเป็นนักลงทุนตัวยงที่ผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929   เคยเจ๊งและกลับมาร่ำรวยจากการลงทุนซึ่งจนถึงวันที่เขาเสียชีวิตในปี 1945  เขามีเงินถ้านับเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็มีถึงประมาณหนึ่งพันล้านบาทไทย   ผลตอบแทนการลงทุนของเขาในช่วง 25 ปี สูงถึง  13%  ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น   ซึ่งถ้าคิดถึงว่านี่เป็นการลงทุนที่ผ่านช่วงภาวะวิกฤติแล้วก็ต้องถือว่าเป็น สถิติที่สุดยอดคนหนึ่ง    และเนื่องจากว่าเคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนคนแรก ๆ  ที่มีหลักการและวิธีการที่แตกต่างกับนักลงทุนในช่วงก่อนหน้าเขา   เขาจึงได้รับการยอมรับว่าเป็น  “ซือแป๋”  คนหนึ่งของวงการนักลงทุนแม้ว่าชื่อในฐานะของการเป็นนักลงทุนของเขาอาจจะ ถูกกลบโดยชื่อในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับต้น ๆ ของโลก   เรามาดูกันว่าเคนมีหลักการลงทุนอย่างไร
ข้อ แรก   และเป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็คือ   มีความคิดสวนกระแสกับคนทั่วไป  ภายใต้พื้นฐานสำคัญก็คือ  ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่ดีหรือข้อดีของมัน   การลงทุนนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแพง   ดังนั้นมันก็ไม่น่าสนใจ 
ข้อ สอง   เลือกการลงทุน   น้อยตัวหรือน้อยอย่าง   โดยคำนึงถึงความถูกของมันเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของมันในปัจจุบันและ ศักยภาพของมันในช่วงหลายปีข้างหน้า    ทั้งนี้จะต้องเปรียบเทียบกับการลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวอื่นในช่วงเวลา เดียวกันด้วย
ข้อ สาม   ให้ถือหุ้นหรือการลงทุนจำนวนน้อยตัวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เหล่านั้นยาวนาน ผ่านภาวะที่ทั้งดีและร้าย   บางทีอาจจะหลายปี  จนกระทั่งมันบรรลุถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือจนกระทั่งมันปรากฏชัดเจนว่า เราซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นผิดตัว
ข้อ สี่   ให้ถือพอร์ตโฟลิโอการลงทุนที่สมดุล  นั่นคือ   มีความเสี่ยงที่หลากหลาย   และถ้าเป็นไปได้   ความเสี่ยงเหล่านั้นมีการหักล้างกันเอง   เช่น  ถือหุ้นบริษัททอง   เพราะมันมักจะปรับตัวตรงกันข้ามกับหุ้นทั่วไปเมื่อมีการผันผวนของราคาหุ้น หนัก ๆ     การถือหุ้นที่มีความเสี่ยงหลากหลายแบบนี้จะทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต ไม่สูงแม้ว่าความเสี่ยงของแต่ละตัวจะสูงมากเพราะลงทุนค่อนข้างหนักในแต่ละ ตัว
หลัก การลงทุนของเคนนั้น   หลายคนอาจจะรู้สึกว่าคล้าย ๆ  กับของวอเร็น บัฟเฟตต์  ในแง่ที่เป็นนักลงทุนแบบเน้นหุ้นน้อยตัวหรือแบบ  Focus  และถือหุ้นยาวนาน ไม่ค่อยขาย   แต่ต้องไม่ลืมว่าเคนนั้นมาก่อนบัฟเฟตต์  ดังนั้น  ถ้าจะว่าไป  ต้นตำรับของการลงทุนแบบโฟคัสนั้นมาจากเคน   ส่วนบัฟเฟตต์มาต่อยอดอีกทีหนึ่ง
การ เป็น  “ชาวสวน”  ของเคนนั้นดูเหมือนจะได้สำแดงอย่างเต็มที่ในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ   ในช่วงปี 1929 ถึง 1936   นั่นก็คือ  ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยอม  “โยนผ้า”  ถอนตัวจากตลาดหุ้นกันเป็นแถว   เคนกลับลงเงินถึง 65%  เข้าไปในตลาดหุ้นที่เขาดูว่ามีราคาถูกมาก    เช่นเดียวกัน    เขายังใช้เงินกู้จำนวนมากซื้อหุ้น   ในปี 1936  เขามีความมั่งคั่งคิดเป็นเงินประมาณ  500,000 ปอนด์  แต่หนี้เขามีถึง 300,000  ปอนด์    แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ค่อย ๆ  ลดหนี้ลงจนเหลือประมาณแค่  12%  ในปี 1939   ข้อสรุปก็คือ   เขาใช้เงินกู้มากในช่วงที่เขาเห็นว่าเป็น “โอกาส”  ในขณะที่คนอื่นเห็นว่าเป็นวิกฤติ   แต่ในช่วงที่โอกาสลดลงเขาก็ไม่ได้ใช้
แม้ ว่าเคนจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์   แต่เขาเองไม่เคยใช้   “ความสามารถในการคาดการณ์”  ตัวเลขทางเศรษฐกิจมาใช้ในการลงทุน   เขาเห็นว่าตลาดหุ้นนั้นคาดการณ์ไม่ได้   และนั่นเป็นสิ่งที่เขานำมาใช้ประโยชน์  เขาบอกว่า   การผันผวนของตลาดหุ้นทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมาย    ในเวลาเดียวกัน  ความผันผวนก็ทำให้คนไม่กล้าเข้ามาฉวยโอกาสจากมัน   ดังนั้น  ถ้าเรามีความหนักแน่น  ใจเย็นพอ   เราก็จะสามารถฉกฉวยประโยชน์จากมันได้
ประวัติ ศาสตร์บอกเราว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสูงในการลง ทุน   เคนเป็นข้อยกเว้น   บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประเภทสุดโต่งและคิดไม่เหมือน นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป   เขารู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ดีมากจนอาจจะรู้ว่า   การลงทุนนั้นเป็นเรื่องระดับเล็กถึงเล็กมาก    วิธีที่จะเอาชนะในการลงทุนได้จึงอยู่ที่ความสามารถในการเลือกหุ้นมากกว่า ความสามารถในการมองภาพรวม    แต่แน่นอน  ความรู้ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์เป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการเรียนรู้พฤติกรรม ทางเศรษฐกิจของคน  เพียงแต่เศรษฐศาสตร์ระดับสูงนั้น   ไม่มีความจำเป็นสำหรับการลงทุนนัก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘