การวัดความเติบโตของการลงทุน

ในเรื่องของการลงทุน สิ่งที่จะบอกว่าธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นแค่ไหน
มีหลากหลายวิธีในการวัดมูลค่า
โดยส่วนใหญ่ เรามักจะวัดมูลค่าของธุรกิจ
โดยการมาตีค่าตีราคาของสิ่งที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น
เช่น เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณซื้อที่ดินมา 1 ไร่  ไร่ละ 100,000 บาท
ณ ตอนนี้ที่ดินตรงนั้น มีคนมาเสนอราคาให้คุณไร่ละ 1,000,000 บาท
ซึ่งหากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณโตขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 1000 %
แต่ถ้าหากที่ดินตรงนั้น ไม่ค่อยน่าสนใจ อาจมีคนเสนอซื้อเพียงไร่ละ 50,000 บาท
หากวัดมูลค่าแบบนี้ จะเห็นว่าธุรกิจของคุณกลับลดลงครึ่งหนึ่ง
ซึ่งระบบ FATS จะไม่วัดมูลค่าธุรกิจแบบนั้น
เพราะการวัดมูลค่าแบบนี้  เป็นแต่เพียงการ ประเมินราคา เท่านั้น
ยังไม่ใช่มูลค่าที่ขายได้จริง
เราจะไม่สนใจว่า ตอนนี้ราคาที่ (อาจ) จะขายได้  เป็นเท่าไหร่
(จนกว่าเราจะได้ขายออกไปแล้วจริงๆ)
เราจะสนใจว่า ตอนนี้เรามีที่ดิน เพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ และมีเงินสดเท่าไหร่
ซึ่งหากมีที่ดินเพียง 1 ไร่  การวัดมูลค่าก็ไม่ยากนัก
เพียงแค่ดูว่าหลังจากที่คุณลงทุนซื้อในคราวแรก 100,000 บาท
เมื่อมีการซื้อๆ ขายๆ  ตอนนี้คุณมีที่ดินมากกว่าหรือน้อยกว่า 1 ไร่
แต่อันที่จริง สำหรับหลายๆ ท่าน การจะประเมินความเติบโตของธุรกิจ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เช่น
คุณแบ่งขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 60,000 บาท  เหลือที่ดินครึ่งไร่
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ธุรกิจที่คุณลงทุนไปนั้น เติบโตขึ้นหรือลดลง
เป็นที่มาของวิธีการวัดมูลค่าสินทรัพย์ ของระบบ FATS
วิธีการคิดของระบบ FATS  เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า
ดัชนีวัดความเจริญเติบโต  หรือ
Growth Index (GI)
ยกตัวอย่างเรื่องที่ดิน
ที่ดิน 1 ไร่  หากคุณขายที่ไปครึ่งไร่ ได้เงินมา 60,000 บาท
ยังเหลืออยู่อีก ครึ่งไร่
วิธีการคิดค่า GI คือ
นำเงินสดที่มีอยู่ รวมกับ ต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่
แล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุนตอนเริ่มต้น
แล้วนำมาคำนวณดูว่าเติบโตขึ้นหรือหดตัวลงกี่เปอร์เซ็นต์
ในที่นี้ เงินสดที่มีอยู่ = 60,000 บาท
ที่ดินเหลือ 0.5 ไร่  (ต้นทุนตอนซื้อมา ไร่ละ 100,000 บาท)
แสดงว่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ = 50,000 บาท
รวมแล้ว = 110,000 บาท
จะเห็นว่า GI เติบโตขึ้น 10%
ทีนี้จะลองยกตัวอย่าง กรณีที่ ขายที่ดินได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนเดิม
เช่น
คุณขายที่ไปครึ่งไร่  ได้เงินมา 40,000 บาท
ต้นทุนของที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ ก็ยังเท่าเดิม คือ 50,000 บาท
ผลรวม = 90,000 บาท
ดังนั้นจะเห็นว่า กิจการของคุณหดตัวลงไป 10%
ซึ่งการวัดมูลค่าสินทรัพย์ด้วยวิธีการแบบนี้
ไม่สนใจว่า ราคาที่ (อาจ) จะขายได้ในตอนนี้เป็นเท่าใด
เพราะมันยังไม่ได้ขายจริง
(ถ้าเป็นหุ้น ก็คือ ไม่สนใจมูลค่าพอร์ต หรือ ราคาหุ้น ณ ตอนนี้ ว่าเป็นเท่าไหร่นั่นเอง)

เช่น มีคนมาขอซื้อที่ดิน 1 ไร่นี้ ในราคา 1 ล้านบาท
แต่คุณยังไม่ขาย  และเงินสดในมือคุณคือ 0.00 บาท
หากคิดค่า GI  ก็จะพบว่า
ต้นทุนของส่วนที่เหลืออยู่ ก็คือ
ที่ดินที่เหลืออยู่ 1 ไร่นั้น  คูณกับ ต้นทุนที่ซื้อมา  (คือ 100,000 บาท)
นั่นหมายความว่า
ผลรวมของเงินสด กับ ต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ มีค่าเท่ากับ 100,000 บาท เท่าเดิม
ซึ่งก็คือ  ความเติบโต ก็เป็น 0%
(ทั้งๆ ที่น่าจะคิดว่า มูลค่าของสินทรัพย์ ควรจะเป็น 1 ล้านบาท หรือ 1000%)
แต่ถ้าคิดแบบ GI จะได้ค่าความเติบโต เป็น 0%
แต่ทันทีที่คุณตัดสินใจขายไปที่ไร่ละ 1 ล้านบาท และได้เงินสด 1 ล้านบาทกลับมา
หากนำมาคิดค่า GI
คุณก็จะมีเงินสด 1 ล้าน
รวมกับ มูลค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ (ซึ่งเป็น 0 ไร่ คูณด้วย 100,000 = 0)
ผลรวม = 1,000,000 บาท
หรือหากคิดเป็นค่า GI  ก็จะพบว่า โตขึ้นเป็น 1000%
การวัดมูลค่าของหุ้นที่คุณลงทุนไป
จะมีความซับซ้อนกว่า ที่ดิน 1 ไร่ที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว
เพราะ
1. หุ้นมีหลายตัว
2. คุณอาจจะซื้อหุ้นที่หลายราคา  ในแต่ละครั้งก็ซื้อจำนวนไม่เท่ากัน
3. คุณอาจจะทำการซื้อขายบ่อยครั้ง ในราคาที่ไม่เท่ากัน และจำนวนต่างกันไป
4. คุณอาจจะดึงเงินส่วนหนึ่งกลับคืนมาใช้จ่าย

แต่การวัดมูลค่า ด้วย Growth Index (GI)  สามารถทำได้ไม่ยากนัก
คือ คุณจะต้องรู้ตัวเลข สามสี่ตัวต่อไปนี้
1. ต้นทุนทั้งหมดที่คุณเติมเข้ามา   (Total Capital ; TC) 
    ก็คือ  เงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณทยอยนำเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนั่นแหละครับ
    คุณจะต้องจดไว้ทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเข้ามาลงทุน
    รวมทั้งรายจ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น (ถ้าทำได้) เช่น
    ค่าธรรมเนียมที่โอนเงินจากธนาคาร เข้าบัญชีโบรกเกอร์ ,
    ค่าจ้างพนักงาน , ค่าไฟ , ค่าเน็ต ฯลฯ
    (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตอนเทรดหุ้นนะครับ
    เพราะส่วนนั้นจะแสดงผลเป็นเงินสดในบัญชีซื้อขายอยู่แล้ว)
    คุณควักกระเป๋าออกมาทั้งหมดเท่าไหร่   คิดว่าส่วนนี้คุณน่าจะรู้ได้ไม่ยาก
2. เงินที่คุณถอนกลับคืนออกไปใช้แล้ว (Withdrawn ; W)
    ไม่ว่าคุณจะถอนออกไปแล้วกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไหร่  คุณต้องบันทึกไว้ทั้งหมด
    ตัวเลขตรงนี้คุณก็น่าจะรู้ได้ไม่ยาก
3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด
    อันนี้ไม่ยาก  ดูจาก Buying Limit ในบัญชีของโบรกเกอร์ได้เลย (หากเป็นบัญชีเงินสด)
    หรือในบัญชีที่คุณทำขึ้นมาเอง

4. ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ (Capital of Stock Remain ; CSR)
    ตรงนี้จะซับซ้อนหน่อย เพราะหุ้นมีหลายตัว และ ซื้อขายบ่อย หลายราคา
    วิธีการคือ  แยกคิดเป็นหุ้นแต่ละตัว   แต่ละตัว ต้องหาต้นทุนเฉลี่ยของมันออกมา
    แล้วเอาต้นทุนเฉลี่ยล่าสุด คูณด้วยจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่
    จะเป็นต้นทุนส่วนที่เหลืออยู่ของหุ้นตัวนั้นๆ
    แล้วเอาต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ของหุ้นทุกตัวรวมกัน
    ก็จะเป็น CSR รวมของทั้งพอร์ต


    การหาต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกต้อง
    เริ่มจาก  ครั้งแรกที่คุณเข้าซื้อหุ้นมา  คุณต้องบันทึกราคาซื้อนั้นไว้
    ตราบใดที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่ม  ราคาเฉลี่ยก็คือ ราคาครั้งแรกที่คุณซื้อมา
    เช่น  คุณซื้อหุ้นมา 100,000 หุ้น  ราคา หุ้นละ 1 บาท
    รวมค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.15%  กับ vat อีก 7% ของค่าธรรมเนียม
    รวมแล้วคุณต้องจ่ายเงินซื้อมา 100,160.50 บาท
    นั่นก็คือ ต้นทุนเฉลี่ย = 1.0016050 บาท
    เมื่อคุณซื้อขาย ซื้อขาย ซื้อขาย   ซื้อๆ  ขายๆ  ซื้อๆ  ขายๆ
    แล้วจำนวนหุ้นน้อยลงกว่า 100,000 หุ้น (ที่ซื้อมาตอนแรก)
    ก็สามารถ  นำจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่  คูณกับราคาต้นทุนเฉลี่ยได้เลย
    ซึ่งจะได้ต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ได้ทันที

    แต่ถ้ามีอยู่ครั้งใดครั้งหนึ่ง คุณซื้อหุ้นตัวนี้แล้วจำนวนเพิ่มมากกว่าจำนวนสูงสุดที่เคยมี
    ก็ให้เอาจำนวนที่เพิ่มขึ้นนั้น คูณกับราคาซื้อล่าสุด
    จะเป็นเงินจำนวนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
    เอาจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ รวมกับต้นทุนซื้อเดิม จะเป็นต้นทุนล่าสุด  แล้วคิดค่าเฉลี่ยล่าสุดไว้
    เช่น
    (ตัวอย่างนี้จะไม่คิดค่าคอมฯ นะครับ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ)
    คุณซื้อ 100000 หุ้น  ที่ราคา 1 บาท
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาท
    คุณขายไป 20000 หุ้น  เหลือ 80000 ;  
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณขายไป 30000 หุ้น  เหลือ 50000 ;  
          จำนวนสูงสุด = 100000 ; ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 1 บาทเท่าเดิม
    คุณซื้อมา  60000 หุ้น ที่ราคา 0.95  หุ้นเพิ่มเป็น 110000 ;
          จำนวนสูงสุด = 110000
          ส่วนที่ซื้อเพิ่ม = 10000  ;  เงินที่ซื้อเพิ่ม = 9500 บาท ; 
          เงินลงทุนรวม = 100000+9500=109500 บาท ;
          ราคาเฉลี่ยล่าสุด = 109500/110000 = 0.995455
  
    หลังจากนั้น  ถ้าคุณขายหุ้นออกไป เหลือหุ้นเท่าไหร่
    ก็คำนวณหาต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่
    โดยเอามาคูณกับราคาเฉลี่ยล่าสุดได้เลยทันที 
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ ของหุ้นตัวนี้
    หากมีหุ้นหลายตัวก็ทำแบบเดียวกัน
    แล้วเอา ต้นทุนของหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ของทุกตัวรวมกัน
    ก็จะเป็นต้นทุนส่วนของหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดในพอร์ต  (คือ CSR)
    บางครั้งการทำตามวิธีนี้ก็อาจจะดูยุ่งยากไปหน่อย
    วิธีง่ายๆ ก็คือ ให้คุณหาราคาต้นทุนเฉลี่ยออกมาให้ได้
    (แม้จะไม่ถูกต้องตามวิธีการของระบบนี้ ก็พอจะใช้ได้ครับ error นิดหน่อย)
    แล้วเอามาคูณกับจำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ ก็จะเป็น CSR แบบหยาบๆ
    แต่ถ้าใช้ตามบัญชีของโบรกเกอร์  อาจจะผิดพลาดไปได้ค่อนข้างมากเหมือนกันครับ

========================================
ตอนนี้เรามีตัวเลข 4 ตัวอยู่ในมือแล้ว  ได้แก่
1. เงินทุนทั้งหมด ที่ลงทุนไป (Total Capital ; TC)
2. เงินที่ถอนกลับไปแล้ว (Withdrawn ; W)
3. เงินสดคงเหลือทั้งหมด (Cash ; C)
4. ต้นทุนของหุ้น ส่วนที่เหลืออยู่
(Capital of Stock Remain ; CSR)

มาดูขั้นตอนการหาค่า GI กัน
1. ศักยภาพของเงินทุน (Capital Power ; CP) = C + CSR + W
2. ดัชนีวัดความเติบโตของการลงทุน (Growth Index ; GI)=(CP-TC)*100/TC
ถ้าคุณลงทุนไปแล้ว ค่า GI เป็นบวก  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังเติบโตขึ้น
แต่ตรงกันข้าม ถ้า ค่า GI เป็นลบ  นั่นแสดงว่า ธุรกิจของคุณกำลังหดตัวลง

และถ้าหากทำตามวิธีการของระบบ FATS แล้ว  ค่า GI ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ ค่า GI เพิ่มขึ้นเป็น 100%  นั่นแสดงว่า
ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นสองเท่าแล้วครับ
หวังว่าการมีตัวชี้วัดแบบนี้
จะทำให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย
และการที่รู้ว่า ตอนนี้เรามายืนอยู่ตรงจุดไหนแล้ว
ทำให้มีกำลังใจในการลงทุนในระยะยาว ได้อย่างมั่นคงนะครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร