51 VS 19

การเป็นนักลง ทุนนั้นเราจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นรอบตัวที่อาจส่งผลต่อการลงทุนของเราได้   การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องจับตามอง   เพราะแม้ว่าโดยทั่วไปการเมืองมักจะไม่ช่วยส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น   แต่มันอาจจะทำลายการลงทุนได้   โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เรามีวิกฤติการเมืองที่ร้ายแรง    ที่น่าเศร้าก็คือ   มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ  กับวิกฤติเศรษฐกิจ    ในเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจนั้น  ผมได้เขียนเปรียบเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ไปแล้ว    ตอนนี้เราลองมาเปรียบเทียบวิกฤติการเมืองในขณะนี้กับเหตุวิกฤติที่คล้ายคลึง กันซึ่งผมคิดว่ามันคือวิกฤติการเมืองในช่วง   14  ตุลาคม 2516  ถึง  6 ตุลาคม 2519  ลองมาดูกันว่ามันเหมือนและต่างกันอย่างไร
ผม จะเริ่มจากเหตุการณ์  14 ตุลาคม 2516  ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากทหารโดยการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มคน ที่นำโดยนักศึกษาที่เคลื่อนไหวมาก่อนหน้านั้นและได้รับการสนับสนุน อย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป   เหตุการณ์   14 ตุลาคม  นั้นผมคิดว่าคล้าย ๆ  กับเหตุการณ์ปฏิวัติของทหารในเดือนกันยายน 2549  ที่มีการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  โดยที่การปฏิวัตินั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประท้วงโดยกลุ่ม “พันธมิตร”  ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง 
หลัง จากการ  “ปฏิวัติประชาชน”  14 ตุลาคม  และมีรัฐบาลใหม่  กลุ่มนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลไม่ได้หยุดการประท้วง หรือชุมนุมแต่การประท้วงกลับเข้มข้นขึ้น  มีการจัดการและการ  “ให้ความรู้”  กระจายไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวางโดยกลุ่มนักศึกษาที่มีความคิดเห็น  “รุนแรง”  ต้องการเห็น  “ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”  ขจัดความชั่วร้ายในสังคมที่มีการเอารัดเอาเปรียบ  ต้องการสร้าง  “ สังคมใหม่”   ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบอย่างไร    แนวความคิดของกลุ่มนักศึกษานั้น  ถ้าพูดในภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น  “ฝ่ายซ้าย” ที่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าตามแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนราก หญ้า   ซึ่งทั้งหมดก็สอดคล้องกับลักษณะของสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มที่เป็นนักศึกษา ที่มีอายุน้อย
หลัง จากเหตุการณ์ปฏิวัติกันยายน 2549  และมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง  กลุ่มพันธมิตรไม่ได้หยุดประท้วงหรือชุมนุมแต่การประท้วงกลับเข้มข้นขึ้น   มีการจัดการและการ  “ให้ความรู้”  กระจายไปทั่วประเทศผ่านสื่อทันสมัยทุกรูปแบบรวมถึงทีวี  โดยกลุ่มคนที่มีความคิดเห็น  “รุนแรง”  ต้องการขจัด  “ความชั่วร้ายของนักการเมือง” ที่มาจากประชาชนส่วนใหญ่   ต้องการสร้าง “การเมืองใหม่” ซึ่งก็ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบและที่มาได้อย่างไร   แนวความคิดของกลุ่มนั้น   ถ้าพูดในภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น  “ฝ่ายขวา” หรือ  “จารีตนิยม”  ไม่ต้องการให้ประเทศเดินตามแนวทางสากลที่  “ไม่สอดคล้องกับสังคมไทย”  ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะของสมาชิกจำนวนมากของกลุ่มที่มีอายุค่อนข้างสูง
จาก การเคลื่อนไหวที่รุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม  ก็เกิดกลุ่มประชาชนโดยการสนับสนุนของฝ่ายรัฐ  ออกมาต่อต้าน    มีการเผยแพร่และชี้ให้เห็นถึงความ   “เลวร้ายและความเสียหาย”  ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าจะนำประเทศไปสู่หายนะโดยผ่านสื่อ อย่างกว้างขวาง    เช่นเดียวกัน  ในปี 2551 ก็เกิดกลุ่มที่ออกมาต่อต้านกลุ่มพันธมิตรโดยน่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่นเดียวกัน  และมีการเผยแพร่    “ความเลวร้ายและความเสียหาย”  ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรว่าจะนำประเทศไปสู่หายนะโดยผ่านสื่ออย่างกว้าง ขวาง
ใน ช่วงหลังจาก 14 ตุลา 16 ถึง  6 ตุลา 19  ประชาชนมีความแตกแยกทางความคิดสูงมาก  แม้แต่ในครอบครัวเดียวกันก็ยังมีปัญหา   มีการทำร้ายกันและมีคนตายเป็นระยะ ๆ  และมีการกล่าวหากันทั้งสองฝ่าย   คนจำนวนมากห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงและอาจถึงกับทำให้ประเทศ  “ล่มสลาย”   บางคนคิดถึงเรื่องการเตรียม  หนีออกจากประเทศถ้าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น
ณ. วันนี้  ในปี 2551  นี้  ประชาชนแตกแยกกันสูงมากไม่ต่างกับช่วง ตุลา 16 - ตุลา 19   คนในบ้านเดียวกันที่มีความคิดเห็นต่างกันก็มีให้เห็นจำนวนมากไม่ต้องพูดถึง เพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก   การทำร้ายกันถึงแก่ชีวิตก็เกิดขึ้นเป็นระยะเช่นเดียวกันและต่างก็กล่าวหากัน ตลอดเวลา   คนจำนวนมากห่วงว่าเหตุการณ์นองเลือดจะเกิดขึ้นและอาจทำให้ประเทศ “ล่มสลาย”  บางคนคิดในใจว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นเขาจะอยู่ที่ไหน
วัน ที่ 6 ตุลาคม 19  เหตุการณ์  “สงครามกลางเมือง” ก็เกิดขึ้นระหว่างประชาชนสองฝ่าย   การปฏิวัติเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งและบ้านเมืองเข้าสู่  “ยุคมืด”  ที่ประชาชนไม่มีสิทธิทางการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบสากล  แต่หลังจากนั้นไม่นาน  บ้านเมืองก็กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งและต่อมาจนถึงขณะนี้แม้ว่าจะมีการ สะดุดบ้างเล็ก ๆ  น้อยเป็นระยะ
ในวันนี้  เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายมาก   โดยเฉพาะถ้ามองจากประวัติศาสตร์
เรา กำลังเสี่ยงที่บ้านเมืองอาจจะต้องกลับไปสู่  “ยุคมืด”  ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้ามากมายเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว    ความเสี่ยงที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ  ถ้าเราเข้าสู่  “ยุคมืด” จริง  เราจะสามารถออกไปได้เร็วแค่ไหน  หรือออกไม่ได้เลย 
ผม เขียนมาทั้งหมดนี้   อาจจะทำให้นักลงทุนหลายคนตกใจกลัวและคิดว่าเราควรจะลดความเสี่ยงโดยการขาย หุ้นทิ้งให้หมด    แต่ผมเองนั้น   ไม่ได้ขายหุ้นเลย   เหตุผลก็คือ  หุ้นมันได้ลงมาเยอะมากแล้ว    ถ้าขายตอนนี้ก็จะขาดทุนมาก   นอกจากนั้น   สิ่งที่เรากลัวอาจจะไม่เกิดขึ้น   โอกาสที่จะเกิดขึ้นอาจจะไม่มากอย่างที่เรากลัว    นอกจากนั้น  ถ้ามันเกิดจริง   หุ้นก็อาจจะไม่ตกลงไปอีกก็ได้เพราะคนอาจคิดว่าเรื่องต่าง  ๆ  ที่เลวร้ายจะได้จบลงเสียที    แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ   ผมคิดว่า   คนไทยผ่านชีวิตที่มีอิสรภาพมาพอสมควรที่จะไม่ยอมสละสิ่งนั้นไปไม่ว่าจะต้อง แลกด้วยอะไร   และโลกสมัยใหม่นั้น   ไม่น่าจะมีประเทศที่มีระดับการพัฒนาเท่าประเทศไทยสามารถที่จะอยู่ใน  “ยุคมืด” ได้   ดังนั้น   ถ้าผมถือหุ้นที่ดีแล้ว   ผมก็จะยังถือมันต่อไป  Stay Calm, Stay Invest.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร