กลไกสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตอนที่ 4: ความล้มเหลวของระบบการเงินสหรัฐฯ



รูปข้างบนเป็นผลของ “ตลาดทุนเสรี” ที่เกริ่นไปคร่าวๆในตอนที่แล้ว…


ระหว่างปี 2003-2007 อัตราส่วนหนี้สินต่อเงินทุน (Leverage Ratios) ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ เลย์แมน บราเธอร์ส, แบร์ สเติรนส์ (ทั้ง 2 ล้มละลายไปแล้ว), เมอร์ริล ลินช์ (ปัจจุบันถูก แบงค์ออฟอเมริกา เทคโอเวอร์ ไปแล้ว), โกล์ดแมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ (2 แห่งหลังรอดมาได้ แต่ก็ต้องเพิ่มทุนกันชนิดหืดขึ้นคอ)

จากระดับที่สูงอยู่แล้วราวๆ 15-27 เท่า อัตราส่วนดังกล่าวไต่ขึ้นไปถึงระดับ 25-32 เท่า… ถ้าเป็นธนาคารบ้านเราคงขาดความน่าเชื่อถือจนไม่มีใครทำธุรกรรมด้วยแล้ว ก็เล่นมีหนี้สินเป็นจำนวนถึง 20-30 เท่าของเงินทุนที่มีอยู่จริงขนาดนั้น! แต่นี่เป็นถึงสถาบันการเงินชั้นแนวหน้าระดับโลกที่ว่ากันว่ามีระบบควบคุม ความเสี่ยงขั้นเทพ จำนวนหนี้แค่นี้ บริหารได้สบายาก

แล้วทำไมต้องสร้างหนี้ให้สูงถึงขนาดนั้นด้วย ? ไม่ใช่ว่าฐานเงินทุนต่ำนะครับ บริษัทระดับนี้มีทุนขั้นต่ำอยู่ในระดับ 2-3 ล้านล้านบาทกันทั้งนั้น ใช่แล้วครับ “ล้านล้านบาท” (ถ้าจะให้เห็นภาพก็คือประมาณ 2 เท่าของงบที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์จะใช้ลงทุนให้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2010-2015!)

นั่นก็เพราะสิ่งที่มากับ “ตลาดทุนเสรี” นอกจากสภาพคล่องทางการเงินที่ท่วมท้นตลาดแล้วยังมีนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ อีกนับพันๆหมื่นๆชนิดที่เรียกรวมๆ กันว่า Structured Products ด้วยความที่เจ้าสินค้าตัวนี้มีความยืดหยุุ่นสูง (ผู้ลงทุนสามารถออกแบบผลตอบแทนและความเสี่ยงได้ตามต้องการ) เป็นที่ต้องการของนักลงทุนในวงกว้างทั้งสถาบันและรายย่อยในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่ตลาดการเงินที่ทั้งใหม่แล้วก็ใหญ่  สถาบันการเงินต่างๆจึงถูกดึงดูดให้ออกตราสารตัวนี้ชนิดมือเป็นระวิง


การออกตราสารการเงินแบบใหม่นี้เองเป็นที่มาของการเพิ่มภาระหนี้เข้ามาในงบดุลของบริษัทการเงินสหรัฐฯอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม  การออก Structured Products ในแต่ละครั้งบริษัทผู้ออกจะต้องคอยบริหารความเสี่ยงจากรูปแบบผลตอบแทนที่มักมีมากกว่าหนึ่งกลไกตลาดเข้ามากระทบในเวลาเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดในการบริหารความเสี่ยงขึ้น…


และแล้วการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดก็มาเกิดกับ Structured Products ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Collateral Debt Obligation (CDO) ซึ่งเป็นตราสารประเภท Mortgage Backed Securities ที่สถาบันยักษ์ใหญ่เหล่านี้เป็นผู้ออกไปให้กับผู้ลงทุนทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาซับไพร์มในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งเป็นตลาดที่ตราสารเหล่านี้ผูกอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่) ตั้งแต่กลางปี 2007 ผู้ลงทุนก็เลยแห่นำตราสาร CDO มาขายคืนเป็นจำนวนมหาศาล* มากเกินกว่าที่ระบบควบคุมความเสี่ยงขั้นเทพจะคาดการณ์ถึง จนงบดุลของแต่ละบริษัทรับไม่ไหวเพราะแต่ละคนก็มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนในระดับสุดโต่งกันทั้งนั้น


ในที่สุดก็เกิดความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดตั้งแต่ปี 1930


*ยังมีตราสาร Structured Products ชนิดอื่นๆ รวมถึง Hedge Funds ที่มีผลต่อการล้มเหลวของระบบการเงิน แต่ CDO เป็นตราสารที่มีการพูดถึงกันบ่อยที่สุด จริงๆแล้วความล้มเหลวของระบบการเงินที่ว่านั้นพาดพิงไปถึงประเทศต่างๆในทวีป ยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงของแนวคิดตลาดทุนเสรีอีกแหละครับที่ทำให้ตลาดการเงินฝั่ง ตะวันตกเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘