แผนรับมือเงินเฟ้อ ตอนที่2

พูดถึงการลงทุนเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedged Investments) สามารถทำได้หลายทาง

โดยหลักการคร่าวๆคือ “ผลตอบแทนของเงินลงทุนควรจะมากกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดหวังในระยะยาว (Long Term Inflation Rate Expectations)”

ถึงแม้ว่าในปี 2552 นี้ใครๆต่างก็คาดว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวหรือ Recession หลายๆ สำนักวิจัยรวมถึงองค์กรภาครัฐฯต่างยังคงพูดถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นคนละขั้วกับเงินเฟ้อแต่ทุกสำนักต่างทราบดีว่ามีการอัดฉีดเงินเข้า สู่ระบบอย่างมหาศาลผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของการคลัง (Fiscal Stimulus Policy) การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (Loose Monetary Policy) รวมถึงการเข้าอุ้มตราสารหนี้และทุนภาคเอกชนผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า Quantitative Easing หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE (นี่ก็เล่าได้อีกยาวแต่ไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังครับ)

การเพิ่มสภาพคล่องดังกล่าวเป็นที่มาของความคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อใน ระดับอ่อน (Mild Inflation) ในอนาคตอันใกล้ จะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)    บางชนิดก็ได้ปรับตัวขึ้นไปตามการคาดหวังว่าจะเกิดเงินเฟ้อแล้ว

ดังนั้นการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นการมองไปข้างหน้าให้ครบวัฎจักรเศรษฐกิจ เพราะหากมองสั้นๆ ก็อาจสรุปได้ว่าเงินเฟ้อคงติดลบแต่หากมองรวมไปถึงความพยายามในการกระตุ้น เศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุดโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเริ่ม สังเกตเห็นสัญญาณฟื้นตัวในเศรษฐกิจหลักๆ เช่น จีนก็พอจะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา

อัตราเงินเฟ้อคาดหวังในใจของแต่ละท่านจะขึ้นกับมุมมองต่อการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ บางท่านที่มองว่าการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจมองว่าเงินเฟ้อ 2-3% ก็เก่งแล้ว บางท่านที่มองว่าฟื้นเร็วแบบ V-Shape recovery อาจให้ถึง 5-6% ผมยังคงไม่ลืมไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ก่อนเศรษฐกิจโลกจะล้มลงราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นไปถึง 140 เหรียญต่อบาร์เรล ช่วงนั้นอัตราเงินเฟ้อไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ต่างปรับขึ้นไปยืนอยู่ระดับเลยสองหลัก!

เอาละครับ สุดแล้วแต่ว่าใครจะมองว่าอัตราเงินเฟ้อต่อไปจะเป็นเช่นไร แต่ตัวเลขนี้แหละ คือ ผลตอบแทนเงินลงทุนขั้นต่ำของคุณซึ่ง ในที่สุดจะช่วยตอบโจทย์ว่าคุณควรลงทุนในสินทรัพย์ (Asset) ชนิดใด เช่นหากมองว่าผลตอบแทนขั้นต่ำควรเป็น 5% การฝากเงินในธนาคารคงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปียังให้ดอกเบี้ยราวๆ 3.6-3.7% เท่านั้น

ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนเพิ่มมาปิดช่องโหว่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องไต่บันได ความเสี่ยงขึ้นไปรวมการลงทุนในหุ้น (Equity) อสังหาริมทรัพย์ (Properties) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือที่เรียกรวมกันว่าสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) จึงเป็นที่มาของคอลัมน์นี้ที่จะมาพูดคุยถึงกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ดัง กล่าวผ่านมุมมองการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและบนความเชื่อที่ว่าการบริหาร ความเสี่ยงที่เหมาะสมนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในระยะยาว

ในตอนหน้าคงจะเป็นปฐมบทของคอลัมน์ผมเสียทีหลังจากได้ปูพื้นถึงความจำ เป็นในการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยอ้างเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีอีกหลายปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมาย

ก่อนจบตอนนี้เพื่อเป็นการปิดหัวข้อแผนรับมือเงินเฟ้อ ผมอยากทิ้งท้ายว่าปัจจุบันในต่างประเทศมีเครื่องมือให้ผู้ลงทุนป้องกันเงินเฟ้อโดยตรงคือ Inflation Linked Bonds ซึ่งจะจ่ายอัตราดอกเบี้ยคงที่จำนวนหนึ่งบวกอีกจำนวนที่แปรผันตามอัตราเงิน เฟ้อโดยส่วนใหญ่วัดจาก Consumer Price Index (CPI) โดยบอนด์ดังกล่าวมีทั้งที่เสนอขายโดยตรงผ่านบริษัทเอกชนและองค์กรรัฐฯคล้าย กับหุ้นกู้ในบ้านเราที่เพิ่มมิติของเงินเฟ้อเข้าไปในการเสนออัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนผ่าน ETF (Exchange Traded Funds) ที่เข้าไปลงทุนในตราสารเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งขอย้ำนะครับว่านี่เป็นของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ผมเข้าใจว่าปัจจุบันมีกองทุนไทยหลายแห่งพยายามที่จะออกกองทุนที่มีลักษณะ เหล่านี้อยู่

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘