Wednesday, September 27, 2006 เคาะ

คำว่า "เคาะ" แปลตรงๆก็ได้ความหมายว่า การใช้วัตถุมากระทบให้เกิดเป็นเสียง แต่ถ้าพูดในความหมายที่เกี่ยวกับหุ้นแล้ว ต้องย้อนไปในสมัยแรกของตลาดหุ้นไทย ที่การซื้อขายหุ้นยังต้องไปนั่งในห้องค้า แล้วเมื่อส่งคำสั่งซื้อขายก็จะมีคนไปเคาะที่กระดานเป็นการส่งคำสั่ง (ไม่รู้ว่าผิดถูกยังไงนะครับ ผมก็ฟัง-อ่านเค้ามาอีกทีเหมือนกัน ไม่มีโอกาสได้เห็นของจริง) ในปัจจุบันที่ไม่มีการซื้อขายแบบนั้นอีกแล้ว คำว่า "เคาะ" ได้นำมาใช้ในอีกความหมายหนึ่ง คือ "ตัดสินใจซื้อ (ขาย) ที่ราคา offer (bid) ที่มีอยู่ โดยไม่มีการมาตั้งซื้อ (ขาย) รอให้เสียเวลา" แล้วทำไมผมต้องเอาคำว่า "เคาะ" มาพูดถึง แล้วมันสำคัญยังไง

สมมติมีหุ้นอยู่ตัวนึงราคา bid-offer อยู่ที่ 5.00-5.05 ถ้าคุณคิดจะซื้อหุ้นตัวนี้จะมีทางเลือกกี่ทาง?
  • ตั้ง ซื้อที่ราคา 5.00 หรือต่ำกว่า : อันนี้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ชอบต่อราคา ประมาณว่าจะซื้อทั้งทีขอให้ได้ราคาถูกลงมาซัก 5 สตางก็ยังดี
  • เคาะซื้อทันทีที่ราคา 5.05 : ทางเลือกนี้ก็เป็นของคนที่ใจร้อนขึ้นมาหน่อย เวลาอยากได้อะไรก็ตัดสินใจซื้อทันทีไม่มีการต่อราคา
ถ้าจะขายก็คล้ายๆกัน
  • ตั้งขายที่ราคา 5.05
  • เคาะขายทันทีที่ราคา 5.00
โดยปกติผมจะใช้วิธีเคาะเสมอไม่ว่าจะซื้อหรือขาย เหตุผลลึกๆของการ "เคาะ" ของผมคืออะไรลองมาดูตัวอย่างต่อกันให้จบนะครับ
หุ้น ตัวในตัวอย่างข้างบนที่ผมอยากจะซื้อ ผมได้ลองคำนวณดูแล้วได้ว่าผมมีราคาเป้าหมายอยู่ในใจประมาณ 9 บาท ผมมองว่าถ้าผมมั่วแต่ตั้งซื้อหุ้นตัวนี้โดยขอต่อราคา 0.05 บาทแล้วถ้าไม่มีใครขายให้ผมเลย ผมอาจจะเสียโอกาสในการทำกำไรอีก 4 บาท ทีนี้ลองคิดดูง่ายๆว่าการประหยัดเงินไปได้ 0.05 ต่อหุ้นกับการเสียโอกาสทำกำไรอีก 4 บาทผมจะเลือกแบบไหน นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะยอมเคาะซื้อหุ้นในราคาที่แพงขึ้นมานิดหน่อย เพราะการเสียโอกาสทำกำไรที่มากถึง 4 บาทนั้นสูงกว่าเงิน 0.05 บาทที่ผมจะเสียไปมาก
ลอง คำนวณให้เป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกหน่อย ถ้าผมซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 5 บาท ผมจะได้ผลตอบแทน 80% แต่ถ้าผมซื้อหุ้นได้ที่ราคา 5.05 บาท ผลตอบแทนจะเหลือ 78% ถ้าดูจริงๆแล้วจะเห็นว่าแทบจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะงั้นถ้ามีหุ้นอยู่ในใจแล้ว คำนวณราคาเป้าหมายได้สูงกว่าราคาที่เป็นอยู่พอสมควร ก็ซื้อๆไปเถอะครับ อย่ามัวต่อราคานิดๆหน่อยๆเลย กว่าเราจะหาหุ้นดีๆราคาถูกๆได้ซักตัวไม่ใช่หามาง่ายๆ จะให้เสียโอกาสไปกันการขี้เหนียวนิดๆหน่อยๆเลย
ใน อดีตที่ผ่านมาผมเคยเสียโอกาสทำกำไรกับหุ้นหลายเพียงเพราะมัวตั้งซื้อนี่แหละ ครับ ตอนั้นหุ้น Ticon ราคาประมาณ 6.2 บาทผมคำนวณราคาเป้าหมายแล้วหุ้นน่าจะอยู่ที่ 12 บาท ตอนซื้อผมก็มัวแต่ต่อราคาไปตั้งซื้อที่ 6.15 บาท แล้วเย็นวันนั้นหุ้นก็ไปปิดแถวๆ 6.50 ผมก็คิดเสียดายในใจ วันต่อมาก็ผมก็คิดว่าถ้าลงมา 6.3 จะซื้อแน่ๆ แล้วหุ้นมันก็วิ่งขึ้นเกิดไป 7 บาทกว่า ตอนนั้นก็ทำใจจะซื้อยากครับเพราะเห็นว่ามันขึ้นมากแล้ว แต่สุดท้ายผมต้องไปซื้อหุ้นตัวนั้นที่ราคา 9 บาทกว่าๆ และก็ไม่เสียดายที่ตัดสินใจซื้อไปแม้จะเกิดกว่าราคาที่จะซื้อตอนแรก (6.2) อยู่สูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นนับวันก็ทำรายได้ และกำไรได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันแถวๆ 17 บาท และก็น่าจะมีแนวโน้มดีอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ (แต่ผมขายไปหมดแล้วนะครับ เพราะไปเจอหุ้นอื่นที่ดีกว่า) เพราะมัวต่อราคา 5 สตางค์ทำให้กำไรผมลดลงไปตั้ง 3 บาทต่อหุ้นแน่ะ
การ เคาะขายก็มีเหตุคล้ายๆกัน จะมานั่งต่อราคานิดหน่อยไปทำไม ถ้าเราคิดว่าราคาเหมาะสมของหุ้นมันอยู่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าราคามันจะวิ่งไปสู่เป้าหมายเวลาไหน ถ้าเราคิดว่าหุ้นจะลงยังไงก็ต้องขายครับ อย่าขี้เหนียวเลย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘