เครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน Information Ratio

วิธีการหนึ่งในการวัดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่อเทียบกับความเสี่ยง (risk-adjusted return) คือ Sharpe’ Ratio ซึ่งคำนวณได้ไม่ยาก และทำความเข้าใจได้ง่าย โดย Sharpe’ Ratio นั้นเป็นการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนกับความเสี่ยงต่อ 1 หน่วย ยิ่งค่า Sharpe’s Ratio ที่ได้มีค่าสูงก็จะหมายถึง การลงทุน ที่ให้อัตราผลตอบแทนดีกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง 1 หน่วย และอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนคือ Information Ratio

Information Ratio (Info Ratio หรือ IR) เป็นวิธีการหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถของกองทุนในการสร้างผลตอบแทน (Return) ที่เหนือกว่าเกณฑ์อ้างอิงผลการดำเนินงาน (Benchmark) ที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Standard Deviation) โดยการหาค่า Information Ratio นั้นมีหลักคิดไม่แตกต่างจาก Sharpe’s Ratio แต่อาจซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะโดยหลักคิดแล้วเราสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ คือ Information Ratio เท่ากับ Return – Benchmark เเละหารด้วย Standard deviation

การคิดคำนวณและประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นอย่างไร

อันดับแรกมารู้จักผลตอบเเทน (Return) ซึ่ง เราจะหมายถึงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เมื่อเราลงทุนในกองทุนรวมเราจะได้หน่วยลงทุนมา สิ่งที่เราสนใจคือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value หรือ NAV) ต่อหนึ่งหน่วยการลงทุนว่าเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร การเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงนี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งสามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนได้ คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ReturnT) เท่ากับ NAV ณ วันที่เราต้องการดูอัตราผลตอบแทน (NAVT ) ลบ NAV ณ วันที่เราต้องการเปรียบเทียบ (NAVT-n ) และหารอีกครั้งด้วย NAVT-n เท่านี้ก็จะรู้แล้วว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return) เป็นเท่าไร

อันดับต่อมา รู้จักเกณฑ์อ้างอิงผลการดำเนินงาน หรือ Benchmark) สิ่งนี้ใช้ในการเปรียบผลตอบแทนของกองทุนที่เราลงทุนกับค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งหากกองทุนรวมได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า Benchmark แล้ว หมายความว่า บลจ. นั้นบริหารกองทุนรวมได้ดี และผลตอบแทนของกองทุนรวมนั้นชนะตลาด

Benchmark ที่จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของกองทุนรวมในแต่ละนโยบายการลง ทุนนั้น ต้องมีลักษณะการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่สอดคล้องกับกองทุนรวมในแต่ละ นโยบายการลงทุนนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) หรือที่เรียกว่า กองทุนรวมหุ้น Benchmark ที่เหมาะสม คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ SET Index หรือ SET 50 Index แต่หากเป็น กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Benchmark ที่เหมาะสม คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนั้น หรือหากเราลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งหนี้และ/หรือ เงินฝาก เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน Benchmark ที่เหมาะสม คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยประเภทบุคคลธรรมดาวงเงิน 1 ล้านบาทระยะเวลา 3 เดือน หรือหากลงทุนใน กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น Benchmark ที่เหมาะสม คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยประเภทบุคคลธรรมดาวงเงิน 1ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี หรือ หากลงทุนใน กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะยาว Benchmark ที่เหมาะสม คือ TBDC Government Bond Index (Total Return Index) เป็นต้น เมื่อเรารู้แล้วว่าควรใช้ Benchmark อะไรเพื่อเปรียบเทียบกับกองทุนที่เราลงทุนเราก็นำ Benchmark ตัวนั้นมาหาเป็นอัตราผลตอบแทนของ Benchmark (Benchmark ReturnT) โดยนำ Benchmark ณ วันที่เราต้องการดูอัตราผลตอบแทน (Benchmark T ) ลบ Benchmark ณ วันที่เราต้องการเปรียบเทียบ (Benchmark T-n ) และหารอีกครั้งด้วย Benchmark T-n

ที่นี้ก็นำ Return ของกองทุนที่เราลงทุนมาเปรียบเทียบ (ลบ) กับ Benchmark Return ใน แต่ละช่วงที่เราต้องการเปรียบเทียบเช่น 1 ปี แล้วนำมาเฉลี่ยซึ่งเราจะได้ค่าอัตราผลตอบแทนเปรียบเทียบโดยเฉลี่ย (Average Relative Return) ซึ่งค่านี้บอกเราว่าโดยรวมแล้ว Return ของกองทุนที่เราลงทุนไปนั้นสูงกว่าหรือต่ำกว่า Benchmark Return แต่อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วการดูเพียง Return อย่างเดียวไม่เพียงพอเราต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้วย

สำหรับ Standard Deviation หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการวัดความเสี่ยงที่ เเสดงถึงความผันผวน (volatility)หรือการเเกว่งตัวขึ้นลงของผลตอบเเทนนั้นก็หาได้ไม่ยาก สามารถใช้วิธีการหา Standard Deviation ทั่วๆไปในการคำนวณ (ผลรวมกำลังสองของส่วนต่างระหว่างค่า Relative Return กับ Average Relative Return ในแต่ละช่วงที่เราต้องการเปรียบเทียบเช่น 1 ปี แล้วนำมาเฉลี่ยหลังจากนั้นถอนรากที่สอง) ทีนี้เราก็จะได้ Standard Deviation หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า Tracking Error ที่ใช้สำหรับคำนวณค่า Information Ratio เมื่อเราได้ข้อมูลต่างๆ แล้วเราก็หา Information Ratio ได้ง่ายๆ สมมติว่าได้ค่า Average Relative Return = 0.0687% Tracking Error =1.3249% ดังนั้น Information Ratio = 0.0687%/1.3249% = 5.188%

เราใช้ค่า Information Ratio อย่างไร ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจกันมากขึ้น สมมติมีกองทุนรวมหุ้น 2 กองทุน ช่วง 1 ปีที่ผ่านมากองทุนที่ 1 ให้ผลตอบแทน 41.25% Standard Deviation 19.97% ขณะที่กองทุนที่ 2 ให้ผลตอบแทน 31.85% Standard Deviation 13.01% จะเห็นว่ากองทุนที่ 1ให้ผลตอบแทนสูงแต่เมื่อมาดูที่ค่า Standard Deviation นั้นจะพบว่าสูงถึง 19.97% ซึ่งอย่าลืมว่า ถ้าค่า Standard Deviation สูงนั้นก็หมายความว่ากองทุนนี้ให้ผลตอบแทนผันผวนมาก(ความเสี่ยงมาก)เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนคงจะเลือกลงทุนในกองทุนที่ 2 เนื่องจากกองทุนที่ 2 ให้ผลตอบแทนน้อยกว่ากองทุนที่ 1 ก็จริง แต่ในแง่ของ Standard Deviation นั้นจะพบว่ากองทุนที่ 2 นั้นมีความผันผวนของอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า กองทุนที่ 1 แต่ข้อมูลเพียงเท่านี้อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน เพราะยังมีค่า Information Ratio ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง สมมติเราหาค่า Information Ratio ของกองทุนที่ 1 ได้ 0.98% ของกองทุนที่ 2 ได้ 0.21% นั้นหมายความว่าภายใต้ความเสี่ยงที่เท่ากันกองทุนที่ 1 ให้ผลตอบแทน 0.98% ซึ่งน่าลงทุนมากกว่ากองทุนที่ 2 ที่ให้ผลตอบแทน 0.21% นั่นเอง

นักลง ทุนไม่ต้องกังวลว่าจะหาข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจากที่ไหนดี ท่านสามารถหาข้อมูลทั้งหมดได้ที่ www.aimc.or.th ซึ่งทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุนมีข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนทั้งหมด มีการคิดค่า Standard deviation เเละค่า Information Ratio ไว้แล้วโดยหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และเป็นเครี่องมือหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจลงทุน เลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสม หรือผู้ที่ลงทุนอยู่เเล้ว มีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘