ลงทุนเท่าไรดี

การตัดสินใจในการลงทุนข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ จะลงทุนเท่าไรดี? เช่น จะลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ของพอร์ตเงินลงทุนรวม หรือสำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ จะลงทุนในหุ้น A กี่เปอร์เซ็นต์ หุ้น B กี่เปอร์เซ็นต์ และทั้งหมดจะลงทุนในหุ้นกี่ตัวที่เป็นตัวหลักๆ
คำตอบก็คือ จะลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งหรือหุ้นที่เราจะลงว่า 1) โอกาสที่จะทำกำไรมีมากน้อยแค่ไหน และถ้ากำไร จะได้กำไรเท่าไร และ 2) โอกาสที่จะขาดทุนมีเท่าไร และถ้าขาดทุน จะขาดทุนแค่ไหน พูดสั้นๆ ก็คือ การลงทุนจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้และผลตอบแทนที่จะได้รับ
ถ้าเราพบหุ้นตัวหนึ่งที่เราดูแล้วมีพื้นฐานทางธุรกิจดีมาก โอกาสที่บริษัทจะทำกำไรเพิ่มมีสูงมาก ในขณะที่ราคาหุ้น ต่ำกว่าพื้นฐานมากมีค่า PE เพียง 8 เท่า ความเสี่ยงที่ยอดขายและกำไรจะตกต่ำลงมีน้อยมาก แบบนี้ เราควรจะลงทุนคิดเป็นสัดส่วนของพอร์ตโฟลิโอสูงมาก หรือที่ผมเรียกว่า "ตีแตก" ในทางตรงกันข้าม ถ้าโอกาสขาดทุนมีสูง และการขาดทุนอาจทำให้เราเสียหายหนัก เราก็จะไม่ลงทุน หรือในกรณีที่เราพบหุ้นที่น่าสนใจ แต่โอกาสที่จะได้กำไรมากๆ ก็ยังเห็นไม่ชัด แบบนี้เราอาจจะลงทุนบ้าง แต่คิดเป็นสัดส่วนของเม็ดเงินทั้งหมดก็ไม่มากนัก
เขียนแบบข้างต้นนั้น ก็เป็นการคิดแบบ "ศิลปิน" ไม่มีมาตรฐานว่าอะไรแปลว่ามากหรือน้อย สำหรับคนที่ต้องการตัวเลข (อย่างน้อยก็คร่าวๆ) ว่าเราควรลงทุนเท่าไรในหุ้นโดยส่วนรวมหรือหุ้นแต่ละตัว ผมคิดว่า สูตรของเคลลี่ หรือ Kelly Formula น่าจะพอนำมาประยุกต์ใช้ได้แม้ว่าสูตรนี้จะเหมาะมากกับการพนันที่เราสามารถหา Probability หรือความน่าจะเป็นและผลตอบแทนที่จะได้หรือเสียอย่างถูกต้อง ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้น เราจะต้องคิดคำนวณความน่าจะเป็นและผลตอบแทนที่จะได้รับเอง
สูตรของเคลลี่บอกว่า ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดกับพอร์ตของเรา เราควรลงทุนในหุ้นแต่ละตัวคิดเป็นสัดส่วนของพอร์ต (F) เท่ากับ Edge หารด้วย Odds โดยที่ Edge นั้นเท่ากับผลรวมของความน่าจะเป็นคูณด้วยผลตอบแทนที่จะได้รับหรือเสีย ส่วน Odds นั้นก็คือผลตอบแทนสูงสุดที่จะได้รับถ้าเราชนะ ตัวอย่างเช่น:
หุ้น ก. เราคาดว่าน่าจะมีโอกาสที่จะขึ้น 60% และถ้าขึ้นน่าจะให้ผลตอบแทน 15% ส่วนโอกาสที่จะลงนั้นมี 40% และถ้าลงก็น่าจะลงไปเพียง 10% แบบนี้ Edge ก็จะเท่ากับ 0.6 คูณด้วย 15 บวกกับ 0.4 คูณด้วยลบ 10 เท่ากับ 5 ส่วน Odds เท่ากับ 15 เอา 5 ตั้ง หารด้วย 15 เท่ากับ 0.33 หรือก็คือ เราควรลงทุนซื้อหุ้น ก. คิดเป็นเม็ดเงินเท่ากับ 33% ของพอร์ตของเรา
หุ้น ข. เป็นหุ้นที่มีโอกาส 20% ที่จะทำกำไรได้ถึง 80% มีโอกาส 50% ที่จะกำไรเพียง 10% และ มีโอกาส 30% ที่จะขาดทุน 20% แบบนี้ Edge จะเท่ากับ 0.2*80 + 0.5*10 - 0.3*20 เท่ากับ 15 และ Odds คือ 80 ดังนั้น F หรือสัดส่วนที่ควรลงทุนคือ 15 หารด้วย 80 เท่ากับ 0.1875 หรือประมาณ 19% ของพอร์ต
ลองมาดูว่าถ้าไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งแต่เป็นการหาดูว่าเราควรจะถือหุ้นโดยรวมหรือซื้อหน่วยลงทุนในหุ้น คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของเม็ดเงินทั้งหมด ในกรณีนี้สมมติว่าเราคาดว่าโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นมี 65% และถ้าปรับขึ้นจะขึ้นจาก 720 จุดเป็น 864 จุด หรือเท่ากับ 20% และโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงมี 35% และถึงปรับลงก็น่าจะลงไม่เกินมาที่ 648 จุด หรือไม่เกิน 10% แบบนี้ คำนวณค่า Edge เท่ากับ 0.65*20 - 0.35*10 เท่ากับ 9.5 ส่วน Odds เท่ากับ 20 ดังนั้นค่า F เท่ากับ 9.5 หารด้วย 20 เท่ากับ .475 หรือเท่ากับ 47.5% พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเราดูว่าสถานการณ์น่าจะเป็นอย่างนั้น เราก็เอาเงินลงในหุ้นประมาณ 50% ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นเงินฝากหรือตราสารหนี้อื่น
สูตรของเคลลี่นั้น เมื่อเอามาใช้กับการลงทุนในหุ้น ความถูกต้องจะน้อยลงไปมาก เพราะโอกาสที่เราจะกำหนดความน่าจะเป็น อาจจะผิด หรือการคาดการณ์ผลตอบแทนก็มักจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย เราควรลดสัดส่วนลงเวลาจะลงทุน เช่น ถ้าคำนวณว่าเราควรจะลงทุนเท่ากับ 40% ของพอร์ตตามสูตรของเคลลี่ เราก็อาจจะลงเพียงครึ่งเดียวหรือ 20% เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้พอร์ตของเรามีหุ้นเป็น "เบี้ยหัวแตก" ถ้าหุ้นตัวไหนเมื่อลดสัดส่วนลงมาเหลือครึ่งเดียวของค่าตามสูตรแล้วเหลือสัดส่วนไม่ถึง 10% เราก็อาจจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวนั้นเลย ถ้าทำแบบนี้ ในที่สุด เราก็จะมีพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบไปด้วยหุ้นอาจจะประมาณ 5- 6 ตัวใหญ่ ๆ ที่มีโอกาสทำผลตอบแทนที่น่าประทับใจและมีความเสี่ยงที่เหมาะสม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘