ผลตอบแทนที่คาดหวัง

เวลาที่เราซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพื่อลงทุนระยะยาว สิ่งที่เราควรคาดหวังก็คือ เราจะได้รับผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี การคาดหวังนี้ แน่นอน ควรจะต้องสมเหตุสมผลไม่เล็งผลเลิศเกินไป สถิติของผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ระยะยาว โดยเฉลี่ยคือ ประมาณ 10% ต่อปี
ดังนั้นในฐานะของนักลงทุนที่มุ่งมั่น และมีความสามารถพอตัว VALUE INVESTOR ที่มีประสบการณ์ จึงมักตั้งความคาดหวังจากการลงทุนในหุ้น มากกว่าปีละ 10% แต่ถ้าตั้งค่าความคาดหวังสูงถึง 20% ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการตั้งเป้าสูงเกินไป เพราะนั่นจะเป็นการตั้งความหวังสูงพอๆ กับที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยตั้งไว้สมัยที่รับบริหารเงินของคนอื่นทีเดียว และแม้ว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะสามารถทำได้ทะลุเป้าคือ ได้ถึงเกือบ 25% แต่นั่นคือ สถิติโลกที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีตลาดหุ้นที่เป็นมิตร และมีหุ้นชั้นนำระดับโลกที่มีหุ้นให้เลือกได้แทบจะไม่จำกัด
ในตลาดหุ้นไทยโดยทั่วไป ผมคิดว่า การตั้งความหวังผลตอบแทนประมาณ 10-15% น่าจะดูสมเหตุสมผลมากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่เงินลงทุนยังน้อย และเรายังสามารถเสี่ยงถือหุ้นน้อยตัวมากๆ และพร้อมจะขาดทุนหนักได้โดยไม่เดือดร้อน เราอาจจะตั้งค่าความคาดหวังได้มากหน่อย อาจจะเป็นปีละ 20-25% ในช่วงปีแรกๆ ได้
นักลงทุนบางคนอาจจะบอกว่าตนเองทำได้เป็น 50 หรือ 100% ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดังนั้นการตั้งความหวังแค่ 20-25% เป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก แต่นี่เป็นความเข้าใจผิดระหว่างการตั้งความคาดหวังกับความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเป็นเรื่องปกติที่ในบางครั้ง หรือบางปีสิ่งที่เกิดขึ้น จะดีกว่าที่คาดมากแต่ในบางครั้ง หรือบางปีสิ่งที่เกิดขึ้นก็เลวร้ายกว่าปกติมากได้เช่นกัน สิ่งที่จะบอกว่าการตั้งค่าความคาดหวังเหมาะสมหรือไม่ ก็คือ ในระยะยาวหลายๆ ปี สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกับสิ่งที่คาดหวัง
นั่นคือ ภาพใหญ่ของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของเรา แต่เวลาปฏิบัติในการซื้อหุ้นแต่ละตัวเรา จะตั้งค่าความคาดหวังอย่างไร? พูดง่ายๆ ถ้าเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราน่าจะได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีในระยะยาว?
ในการตอบคำถามนี้ ผมจะขอใช้สูตรการหาผลตอบแทนที่คาดหวังของ GORDON หรือที่เรียกกันว่า GORDON GROWTH MODEL ซึ่งบอกว่า ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวจะเท่ากับ ผลตอบแทนปันผลที่กำลังจะได้รับในงวดหน้า บวกกับการเติบโตของเงินปันผลในอนาคตระยะยาว(ตลอดไป)
ตัวอย่าง เช่น เราพบหุ้นตัวหนึ่งที่จะจ่ายปันผลปีละ 5 บาท ในงวดที่กำลังจะถึง บริษัทเป็นกิจการที่มีการเจริญเติบโตดีเป็น GROWTH COMPANY น่าจะสามารถเติบโตโดยเฉลี่ยถึงปีละ 10% ในระยะยาวอย่างน้อยเป็นสิบปีขึ้นไป โดยที่การเจริญเติบโตนี้บริษัทไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนที่จะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง ซึ่งจะทำให้กำไร และปันผลน่าจะโตขึ้นได้ปีละ 10% โดยเฉลี่ยเหมือนกัน จากนั้นเราก็ไปดูราคาหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่พบว่า หุ้นมีราคาเท่ากับ 100 บาท ถ้าเป็นแบบนี้ ตามสูตรของกอร์ดอน ผลตอบแทนเงินปันผลคือ 5 หารด้วย 100 คือ 5% การเติบโตคือ 10% รวมกันจะได้ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นตัวนี้คาดว่าจะเท่ากับ 15% ต่อปี ถ้าเราถือเก็บไว้ระยะยาว
หุ้นอีกตัวหนึ่งอาจจะเป็น "หุ้นปันผล" เพราะให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 10% ต่อปี แต่อยู่ในอุตสาหกรรม "ตะวันตกดิน" คือ เราคาดว่าธุรกิจไม่โตเลย ดังนั้นการเจริญเติบโตเท่ากับ 0 แบบนี้ผลตอบแทนที่คาดก็จะเท่ากับ 10+0 เท่ากับ 10% และถ้าเราตั้งเป้าให้พอร์ตลงทุนโดยรวมโตปีละ 15% เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นตัวนี้
การคาดการณ์ของเราในเรื่องของปันผลที่จะได้รับในงวดหน้านั้น โดยทั่วไปก็มักจะทำได้ใกล้เคียง เพราะเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และบริษัททั่วไปมักจะพยายามรักษานโยบายการจ่ายปันผลที่ได้ประกาศไว้ แต่การเจริญเติบโตของบริษัทนั้น เป็นสิ่งที่ยากจะคาดการณ์ได้ถูกต้อง ดังนั้น การประมาณค่านี้จะต้องอนุรักษนิยมมาก และถึงอย่างไรก็ตามเราก็ยังจะผิดอยู่ดี
ดังนั้น การซื้อหุ้นลงทุนหลายๆ ตัวที่เราคำนวณแล้วได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่าเป้าที่เราตั้งไว้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง ของการผิดพลาดลงได้ เพราะความจริงที่มักจะเกิดขึ้น ก็คือ หุ้นบางตัวจะโตเร็วกว่าที่เราคาด ในขณะที่บางตัวก็จะโตช้ากว่าที่เราคิดไว้ แต่โดยรวมแล้ว ผลลัพธ์จะใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ และนี่ก็คือ วิธีการหาค่าผลตอบแทน ที่คาดหวังจากการลงทุนในหุ้นอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำได้ง่ายๆ และสำหรับหลายๆ คนน่าจะสามารถคิดในใจได้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร