ก้าวที่ 4 : ข้อมูลพื้นฐานในการลงทุน

ความพร้อมของการลงทุนในหุ้นนั้น นอกเหนือไปจากการรู้จักตลาดหลักทรัพย์ กระบวนการ ซื้อขาย รวมทั้งการได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือลูกค้าของบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์แล้ว สิ่งสำคัญ อีกสิ่งหนึ่ง คือ การทราบและเข้าใจถึงข้อมูลพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์






ข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ



ข้อมูลพื้นฐานที่คุณจะต้องเข้าใจ และใช้ในการพิจารณาตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ประกอบด้วยข้อมูลที่สำคัญในเบื้องต้น 2 ประการด้วยกันคือ



1. การพิจารณาจากภาพตลาดโดยรวม

การรับทราบข้อมูลและพิจารณาภาพหรือสภาวะโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ เป็นสิ่งแรกที่คุณได้พบเห็นหรือได้ยินอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีหัวข้อที่สำคัญดังนี้

1.1 ดัชนีราคาหุ้น มีการคิดค้นกันมาหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่ “ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” หรือ SET Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาหุ้นประเภทที่คำนวณถัวเฉลี่ยราคาหุ้นสามัญแบบถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนหุ้นจดทะเบียน หมายความว่าหุ้นใหญ่หรือหุ้นที่มีหุ้นมาจดทะเบียนสูง หากมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index มากกว่าการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของหุ้นเล็ก หรือหุ้นที่มีหุ้นมาจดทะเบียนต่ำหรือน้อยมาก

นอกจาก SET Index แล้ว ก็ยังมีดัชนีราคาหุ้นอื่น ๆ ที่มีการคิดค้นกันเพื่อใช้พิจารณาแนวโน้มของตลาดหลักทรัพย์อีก เช่น ดัชนี SET 50 Index, ดัชนีราคาหุ้นบุคคลัภย์ (Book Club Index), ดัชนีราคาหุ้นทิสโก้ (Tisco Price Index), ดัชนี CMRI (CMRI Index) รวมทั้งดัชนีหุ้นรายกลุ่ม (Sectorial Index) เพื่อใช้พิจารณาการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละกลุ่มด้วยว่า เคลื่อนไหวขึ้นลง เป็นอย่างไรในช่วงนั้น ๆ

1.2 ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์

นอกจากดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แล้ว ตัวเลขที่ผู้ลงทุนมักได้ยินควบคู่กันไปคือปริมาณการซื้อขาย ซึ่งแสดงให้ผู้ลงทุนได้ทราบว่า ตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหนาแน่นหรือคึกคักเพียงใดถ้าภาวะตลาดดี ผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก ในทางตรงกันข้าม หากภาวะตลาดซบเซา ผู้ลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง ดังนั้นปริมาณการซื้อขายจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

1.3 จำนวนหุ้นที่มีราคาปิดสูงขึ้น, ลดลงหรือเท่าเดิม

หากวันใดที่หุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดสูงขึ้น จะเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพของสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ดี ในทางตรงข้ามหากวันใดที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ติดลบ สภาพตลาดอาจไม่ดีนัก หรือถ้าหุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดค่อนข้างคงที่ แสดงว่าตลาดหลักทรัพย์น่าจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ ซึ่งผู้ลงทุนอาจจะพิจารณาทิศทางที่ปริมาณหุ้นเปลี่ยนแปลงไปในการวิเคราะห์ตลาดด้วยตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้อาจเป็นการมองภาพในระยะสั้น ๆ ผู้ลงทุนยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบด้วย



2. การพิจารณาคุณภาพหุ้นรายตัว

นอกเหนือจากการพิจารณาภาพตลาดหลักทรัพย์โดยรวมตามที่กล่าวมา คุณควรจะทราบด้วยว่าหุ้นที่ดีและน่าลงทุนนั้นสามารถดูได้จากอะไรได้บ้าง ซึ่งเราขออธิบายหลักการเบื้องต้นในการพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณ

2.1 ราคา (Price) โดยปกติผู้ลงทุนมักเห็นราคาของหุ้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงจากแรงซื้อแรงขายอยู่ตลอดเวลา และเมื่อตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการ ผู้ลงทุนมักดูราคาปิดของหุ้นที่ตนเองสนใจว่าเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด และราคาก็หมายถึงจำนวนเงินที่ผู้ลงทุนพิจารณาว่าเหมาะสมต่อการซื้อ-ขาย หรือถือหุ้นนั้น ๆ ไว้หรือไม่อย่างไร แต่ในการวิเคราะห์คุณภาพของหุ้นต่าง ๆ นั้น ราคาหุ้นจะต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการดำเนินงานอันได้แก่ กำไรต่อหุ้น การจ่ายปันผล หรือข้อมูลอื่น ๆ อีกหลายประการ ดังนั้นราคาจึงเป็นเพียงตัวกำหนดเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น

2.2 ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ration) เป็นเกณฑ์ที่คิดจากอัตราส่วน (Ratio) ราคาปิด (Close Price : P) เทียบกับกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share : E) ซึ่งสามารถแสดงคุณภาพในระดับพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น ๆ ได้

ค่า P/E Ratio คำนวณได้จากการเอาราคาปิดของหุ้น ณ วันทำการหนึ่ง ๆ หารด้วยมูลค่ากำไรต่อหุ้น ของหุ้นนั้น ๆ ดังมีสูตรดังนี้



P/E = ราคาปิด หรือราคาตลาดของหุ้น (P)

กำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือนของหุ้น (E)



ตัวเลขที่ได้เท่ากับเป็นการบอกว่า ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ตัวนั้นเป็นจำนวนเงิน เท่าไร เพื่อที่จะให้ได้รับผลตอบแทนหรือกำไรสุทธิในงวดระยะเวลา 12 เดือน กลับคืนมา 1 บาท

เช่น หุ้น ABC มีราคาปิด (Price : P) เท่ากับ 100 บาท และมีกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share : E) เท่ากับ 20 บาท ดังนั้นค่า P/E Ratio จึงเท่ากับ 100/20 หรือ 5 เท่า (ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อ(ลงทุนลงทุนในหุ้นตัวนี้ 5 บาท จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา 1 บาท ในระยะเวลา 1 ปี)

หุ้นตัวใดมีค่า P/E Ratio ต่ำ ย่อมมีคุณภาพที่จัดได้ว่าดีกว่าหุ้นที่มีค่า P/E Ratio สูง

ในทางกลับกัน สมมติว่าหุ้น DEF มีราคาปิดเท่ากับ 200 บาท และมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 20 บาท ดังนั้นค่า P/E Ratio ของหุ้นตัวนี้จึงเท่ากับ 200 หารด้วย 20 หรือ 10 เท่า (ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อผู้ลงทุนลงทุนในหุ้นตัวนี้ 10 บาท จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมา 1 บาท ในระยะเวลา 1 ปี) เมื่อเปรียบเทียบหุ้น ABC กับหุ้น DEF เราก็พอจะสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า หุ้น ABC มีคุณภาพสูงกว่าหุ้น DEF กล่าวโดยสรุป หุ้นที่มีค่า P/E Ratio ที่ต่ำกว่า แสดงว่ามีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่า หรือราคาหุ้นยังต่ำกว่าหุ้นที่มีค่า P/E Ratio ที่สูง เมื่อคิดจากประสิทธิภาพในการดำเนินงานหรือผลกำไร

2.3 อัตราปันผลตอบแทน (Dividend Yield) หมายถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากหุ้นตัวใดมี Dividend Yield สูง ก็อาจได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนมากกว่า เนื่องจากให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลมากกว่า ซึ่งสามารถเปรียบเทียบระหว่างหุ้นแต่ละตัวได้ว่าตัวใดน่าสนใจในแง่นี้มากกว่ากัน

อัตราปันผลตอบแทนสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้คือ



อัตราปันผลตอบแทน =



เช่นหุ้น ABC มีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากัน 20 บาท ประกาศจ่ายเงินปันผลเท่ากับ 2 บาทดังนั้น



อัตราปันผลตอบแทนหุ้น ABC = = 10%



2.4 ปริมาณการซื้อขาย ในการที่ผู้ลงทุนจะซื้อหรือขายหุ้นปริมาณการซื้อขายหุ้นหรือสภาพคล่องนับว่ามีส่วนสำคัญ กล่าวคือ หากหุ้นมีสภาพคล่องสูงหรือมีปริมาณหุ้นเข้ามาหมุนเวียนซื้อขายมาก การเข้าซื้อหรือขายออกย่อมทำได้ง่าย แต่หากมีสภาพคล่องต่ำ หรือมีปริมาณการซื้อขายน้อย การจะเข้าซื้อย่อมเป็นไปได้ยากเพราะขาดหุ้นที่มีผู้เสนอขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ลงทุนมีหุ้นต้องการจะขาย หากแต่ไม่มีผู้เสนอซื้อ หรือมีเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การขายหลักทรัพย์นั้นเป็นได้ยาก ส่งผลเสียต่อผู้ลงทุนที่มีความเร่งรีบในการใช้เงิน ดังนั้นการพิจารณาปริมาณการซื้อขายหุ้นจึงมีความจำเป็นด้วยเช่นกัน

2.5 การพิจารณาหุ้นในเชิงธุรกิจการเงิน

หมายความถึงการวิเคราะห์พิจารณาดูว่าหุ้นที่น่าสนใจลงทุนนั้นควรมีศักยภาพในการเจริญเติบโต มีความมั่นคง เข้มแข็งในทางการเงินและการบริหาร มีโอกาสที่จะตอบแทนผลกำไรที่คุ้มค่าแก่ผู้ลงทุนหรือผู้ที่เข้ามาซื้อหุ้นนั้น ๆ ไว้ การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้อาจจะค่อนข้างละเอียดซับซ้อน ซึ่งเมื่อผู้ลงทุนได้ทำความเข้าใจในการลงทุนเบื้องต้นดีพอแล้ว จึงค่อนศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อไป

ที่กล่าวมานี้คือการพิจารณาจากสภาพตลาดและตัวหลักทรัพย์อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดและราคาหุ้น ซึ่งสื่อต่าง ๆ ได้รายงานไว้เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบ โดยในหัวข้อต่อไปคุณจะได้ทราบว่ามีสื่ออะไรบ้างที่สามารถให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์กับคุณ ก่อนจะได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณพิจารณาตัดสินใจว่าควรจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือไม่เพียงใด หรือเมื่อใด






แหล่งข้อมูลและข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์



ปัจจุบันการซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์มีความแพร่หลายมากขึ้น ผู้ลงทุนนับแสน ๆ รายติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์กันทุก ๆ วัน ดังนั้น สื่อสารมวลชนต่าง ๆ จึงมีรายงานสภาวะตลาดกันทุกแขนง ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่และสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้ลงทุนผ่านสถานีวิทยุทั้งภาค AM และ FM รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ โดยมีการรายงานการซื้อขายตลอดเวลาทำการ มีการแจ้งประกาศการจ่ายเงินปันผล เพิ่มทุน หรือรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ในช่วงหลังจากตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการ ยังมีรายงานราคาปิดและภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ด้วย

ในด้านสื่อสิ่งพิมพ์นั้น หนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกฉบับก็จะมีรายงานสภาวะตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์รายวันภาคธุรกิจจะมีรายงานที่ค่อนข้างละเอียดนอกเหนือไปจากข่าวประกาศ และข่าวธุรกิจการเงินการลงทุนอื่น ๆ

นอกจากนี้ ข่าวสารข้อมูลและรายงานการซื้อขายยังมีพัฒนาการที่ทันมัย เผยแพร่โดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งทาง Internet, CD-ROM และ Public SIMS ให้แก่ผู้ลงทุนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้า ซึ่งสถานที่และหน่วยงานที่สำคัญที่เปิดบริการให้แก่ผู้ลงทุนที่ต้องการค้นคว้า ได้แก่

1. ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลและหนังสือเอกสารต่าง ๆ ที่ให้ความรู้แก่ผู้สนใจที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยห้องสมุดตั้งอยู่ ณ ชั้นที่ 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 62 ถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพ และเปิดบริการระหว่างเวลา 8.30-16.30 น. ทุกวันยกเว้นวันหยุดราชการ

2. ห้องสมุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งอยู่ ณ ชั้น 15 อาคารดีทแฮมท์ B เลขที่ 93/1 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงาน ก.ล.ต.

บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ สำหรับผู้ที่มีความสนใจจะลงทุนแล้ว โบรกเกอร์คือแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่ง ผู้ลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียด และข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านข้อมูลพื้นฐานทั่วไป และโดยเฉพาะในเรื่องการซื้อขาย ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน รวมทั้งปัจจัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เนื่องจากการให้ความรู้และข้อมูลแก่ลูกค้าย่อมเป็นหน้าที่ของโบรกเกอร์เองโดยตรง






ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน



หลังจากที่คุณทราบแหล่งข้อมูลและวิธีการศึกษาข้อมูลสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นแล้ว ถึงจุดนี้เราอยากให้คุณได้ทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน ซึ่งก็มีความสำคัญต่อทิศทางตลาดหลักทรัพย์ หรือมีผลต่อราคาหุ้นที่อยู่ในความสนใจของคุณด้วยเช่นกัน



ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหากเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ลงทุนมากที่สุด ตลาดหลักทรัพย์มักอยู่ในภาวะซบเซาเมื่อเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้



1. สภาพคล่องทางการเงิน เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งหมายความว่าธุรกิจหรือกิจการทั้งหลายขาดเงินหมุนเวียนที่จะใช้ในการดำเนินงาน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้

2. อัตราดอกเบี้ย เมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอัตราดอกเบี้ยจะขยับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของกิจการหรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากสภาพคล่องทางการเงินมีมาก อัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลง ผู้คนในสังคมจะมีกำลังซื้อมากขึ้นส่งผลให้อุตสาหกรรมขยายตัว ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย

3. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศหรือค่าเงิน ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากหากค่าของเงินอ่อนลง ย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายในการสั่งสินค้าเข้ามาผลิตหรือจำหน่ายสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับกิจการที่ส่งสินค้าหรือบริการที่รับเงินกลับเข้ามาในประเทศ อาจได้รับผลดีเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนทำให้สินค้าหรือบริการมีมูลค่าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ซึ่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่พึ่งพอการนำเข้า และมีภาระหนี้สินต่างประเทศค่อนข้างมาก ค่าของเงินบากที่อ่อนลงจะส่งผลทางลบที่รุนแรง

4. การผลิต ซึ่งภาพโดยกว้างอาจหมายรวมไปถึงตลาดการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันคือตลาดต่างประเทศ หากอุตสาหกรรมภาคการผลิตและบริการของเรา สามารถผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ตรงตามความต้องการของประเทศคู่ค้าได้ ทั้งยังมีราคาและคุณภาพเหมาะสมหรือดีกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่ง มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ปัจจัยเหล่านี้ก็จะส่งผลให้สามารถนำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาเสริมสร้างสภาพคล่องได้มากขึ้น และกำลังซื้อก็จะกระจายไปยังกิจการอื่น ๆ ในประเทศได้

5. สภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเราดี ความต้องการของสินค้าย่อมมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายและเม็ดเงินที่กลับเข้ามา ในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าประสบปัญหา ก็จะทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าของอุตสาหกรรมแขนงต่าง ๆ ของเราลดลง อันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม



ปัจจัยทางการเมือง เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นได้รวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะการเมืองในประเทศ เนื่องจากภาคการเมืองหรือรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่อาจมีผลเอื้อประโยชน์หรือขัดขวางต่อการลงทุนอย่างมากที่สุด นอกจากนี้ ภาคการเมืองยังมีความเกี่ยวข้องในด้านการกำหนดอัตราภาษี, การส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งการช่วยหาตลาดต่างประเทศที่สำคัญด้วย



ปัจจัยที่เกิดจากผลกระทบอื่น ๆ เช่น ปัจจัยจากธรรมชาติอันได้แก่ ฝนแล้ง, น้ำท่วม, แผ่นดินไหว, หรือภัยพิบัติใด ๆ รวมทั้งความไม่สงบทั้งภายในและภายนอก เช่นบริเวณชายแดนหรือประเทศใกล้เคียงด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องกระทบต่อสภาพการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจ



ปัจจัยของตลาดหลักทรัพย์หรือตัวหลักทรัพย์ เช่น การเกิดข่าวลือ การเก็งกำไรที่มากเกินไปจนปัจจัยพื้นฐานรองรับไม่ไหว, กฎระเบียบที่เข้มงวดหรือหย่อนยานจนเกินไป, อัตรามาร์จิน (Margin) และดอกเบี้ยที่ไม่เอื้อต่อผู้ลงทุน เหล่านี้คือปัจจัยทางลบของตลาด ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวหลักทรัพย์โดยตรงได้แก่ ผลกำไร, สถานะทางการเงิน ผู้บริหาร, รวมทั้งการประกาศเพิ่มทุน, จ่ายเงินปันผล ก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ได้ทั้งสิ้น



ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยทางด้านพื้นฐาน ซึ่งก็ยังคงมีรายละเอียดอีกมากมาย เช่น บางครั้งเราอาจเคยได้ยินคำว่า “การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)” ซึ่งอาจอธิบายสั้นๆ ในที่นี้ได้ว่า เป็นการวิเคราะห์หุ้นโดยอาศัยการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของตลาดหลักทรัพย์ ที่แสดงออกโดยผ่านการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและมูลค่าการซื้อขายหุ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยเวลาหนึ่ง ๆ มาทำการคาดคะเนแนวโน้มของหุ้นในอนาคต การวิเคราะห์ในลักษณะนี้มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งและมีความซับซ้อนมาก ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษาต่อเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว






สรุป



ข้อมูลพื้นฐานในการลงทุนอาจพิจารณาได้จาก

1. สภาพตลาดโดยรวม โดยดูทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้น ปริมาณการซื้อขาย

2. พิจารณาคุณภาพหุ้นรายตัว โดยดูจากราคา อัตราส่วน P/E Ratio อัตราเงินปันผลตอบแทน ปริมาณหุ้นหมุนเวียน และคุณภาพในเชิงธุรกิจและการตลาด

แหล่งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย มีทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ ห้องสมุด ก.ล.ต. และบริษัทโบรกเกอร์

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนคือ สภาพคล่องทางการเงิน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ภาคการผลิต สภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ และปัจจัยทางการเมือง ส่วนที่เหลือคือปัจจัยของตลาดหลักทรัพย์ หรือตัวหลักทรัพย์นั้น ๆ เอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘