วางหมาก...กระดานหุ้น ตอน มายืดเส้นยืดสาย ก่อนขึ้นกระบวนท่าที่ 3 ด้วย “หมากเขียวเรโช”

มีเพื่อนๆ ทักผมว่า ไม่คิดที่จะตั้งชื่อกระบวนท่าทั้งสองที่ได้โพสไว้แล้วหรือ?

ดังนั้น ผมจึงขอตั้งชื่อกระบวนท่าทั้งสองดังนี้ครับ

กระบวนท่าที่ 1 ฝึกจิตดั่งภูผา
กระบวนท่าที่ 2 กระบวนท่าสัมพันธ์กับใจ

ตอน ที่แล้ว วางหมาก...กระดานหุ้น ตอน กระบวนท่าที่ 2 กระบวนท่าสัมพันธ์กับใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การแนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่ อย่าเข้าตลาดหุ้น หรือ “ยุทธภพ” ด้วยการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้น (Speculator) แต่ให้เล่นหุ้น แบบ VI หรือ VSOP ก็ได้แล้วแต่ความถนัด จากนั้นถ้าอยากจะลองแบบ VS ดูก็ได้ ตามลิงค์นี้ครับ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I3617424/I3617424.html

ก่อน จะขึ้นกระบวนท่าที่ 3 วันนี้ ผมพาพวก “จอมยุทธ์” ทั้งหลาย มายืดเส้นยืดสายด้วย “หมากเขียวเรโช” ที่ผมได้ลองจับอัตราส่วนทางการเงินยอดฮิตของชาว VI นั่นคือ P/E ratio (อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น) กับ P/BV ratio (อัตราส่วนราคาปิดต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี) มาผสมผสานกัน ให้เกิด ratio ใหม่ เพื่อใช้ดูว่าหุ้นใดราคา “ถูก” หุ้นใดราคา “แพง” ลองอ่านกันดูครับ

วางหมาก...กระดานหุ้น ตอน มายืดเส้นยืดสาย ก่อนขึ้นกระบวนท่าที่ 3 ด้วย “หมากเขียวเรโช”

ปฏิเสธกันไม่ได้ว่า อัตราส่วนทางการเงินที่ชาว VI หรือแม้แต่กระทั่งชาว VSOP มักจะดูกันเป็นอันดับต้นๆ คือ P/E และ P/BV

เหตุผล ที่เป็นเช่นนั้น ก็น่าจะมาจาก หาข้อมูลได้ง่าย (ตามหน้า น.ส.พ. หุ้น หรือ น.ส.พ. เศรษฐกิจ มีรายงานทุกวัน) อีกทั้งยังสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

P/E นั่น หลักการดูง่าย คือ ยิ่งน้อยๆ ยิ่งดี (แต่ต้องไม่ติดลบนะ) ซึ่ง ดร.นิเวศน์ เคยบอกว่า หุ้นจะถูกจะแพง อย่าไปดูที่ “ราคาหุ้น” ให้ดูที่ P/E ซึ่งท่าน ให้หลักนิยามสไตล์ VI ว่า ตัวเลข P/E นั่นสื่อถึงว่า “เงินที่เราลงทุนไปกับหุ้นตัวนั้น จะได้คืนทุนมาภายในกี่ปี” กล่าวคือ ถ้าคำนวณ P/E ได้เท่ากับ 7.5 แปลความหมายว่า “จะใช้เวลาลงทุน 7 ปีครึ่ง ถึงจะได้ทุนคืนทั้งหมด” เป็นการแปลความอัตราส่วนทางการเงินให้เป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ นั่นเอง

ส่วน P/BV นั่น เป็นการดูเทียบระหว่างราคาปิดของหุ้น ณ วันนั้น ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งส่วนของผู้ถือหุ้นนี้ ถูกบันทึกอยู่ในงบดุลของบริษัทหลังจากที่ได้ทำการกระจายหุ้นออกสู่ตลาด (จึงเรียกว่า Book Value) ดังนั้น P/BV ยิ่งต่ำๆ ยิ่งดี (แต่ต้องไม่ติดลบนะ) เพราะสื่อถึงว่า ราคาหุ้น ณ วันนั้นๆ มีค่าใกล้เคียงหรือต่ำกว่ามูลค่าของตัวมันเองที่บันทึกอยู่ในงบดุล

ทีนี้ก็เกิดคำถามว่า แล้ว P/E และ P/BV ต่ำๆ ยิ่งดีนี้ ต่ำขนาดไหนล่ะ ใช้อะไรวัด?

ตามความคิดของผม การจะดูว่า P/E และ P/BV จะมีค่าต่ำหรือสูงนั่น ผมใช้ P/E และ P/BV รายหมวดธุรกิจ หรือ ราย Sector เป็นตัววัด

กล่าวคือ ถ้า P/E และ P/BV ของหุ้นรายตัว มีค่า “น้อยกว่า” รายหมวดธุรกิจ P/E และ P/BV นั่นมีค่า “ต่ำ”

แต่ถ้า P/E และ P/BV ของหุ้นรายตัว มีค่า “มากกว่า” รายหมวดธุรกิจ P/E และ P/BV นั่นมีค่า “สูง”

การ พิจารณาว่า หุ้นใดราคา “แพง” หุ้นใดราคา “ถูก” หากดูที่ P/E เพียงอย่างเดียว ในความคิดของผม เห็นว่ายังไม่ครอบคลุมพอ เพราะ P/E นั่น ตัว E หรือ Earning per Share ที่ใช้ เป็นเพียงระยะสั้นคือภายในระยะ 12 เดือน การมองเพียงตัวเดียวอาจจะเป็นการมองที่สั้นเกินไป

หากพิจารณา P/BV ซึ่งเป็นมองในระยะยาวกว่า เนื่องจาก BV หรือ Book Value เป็นค่าที่บันทึกอยู่ในงบดุล จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีการออกหุ้นเพิ่มทุน หรือการซื้อหุ้นคืน หรือการจ่ายปันผลเป็นหุ้น

ดังนั้น หากนำอัตราส่วนทั้งสองมาใช้ผสมผสานกันและใช้สร้างอัตราส่วนขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้พิจารณาว่า หุ้นใดราคา “ถูก” หุ้นใดราคา “แพง” จึงน่าจะเหมาะสมกว่า

คุณ “แพะโง่” (ผมไม่ได้ไปว่าเขานา...เขาตั้งของเขาแบบนี้เอง) ได้เคยนำเสนอ “แพะเรโช” ให้ได้รู้จักกันไปแล้ว คือ การนำเอา PE คูณ PBV หากน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 จะน่าลงทุน

ท่านที่สนใจ “แพะเรโช” หรือเรโชของท่านอื่นๆ สามารถอ่านได้ที่ลิงค์นี้ครับ

http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/I2423323/I2423323.html

อัตรา ส่วนที่ผมสร้างขึ้นนั้น แตกต่างกันกับของคุณแพะโง่ โดยผมนำแนวคิดพื้นฐานของ Finance ดังที่อธิบายไปแล้วข้างต้นมาสร้างอัตราส่วน ได้สองอัตราส่วน คือ ระดับจุลภาค และระดับมหภาค ดังนี้ครับ

หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค เวอร์ชั่น 1.0



โดยที่
PE (i) และ PBV (i) เป็น ค่า P/E และ P/BV ของหุ้นรายตัว
ส่วน PE (sec) และ PBV (sec) เป็นค่า P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจ

แนวคิดก็คือ

ถ้า P/E และ P/BV ของหุ้นรายตัว มีค่า “น้อยกว่า” รายหมวดธุรกิจ P/E และ P/BV นั่นมีค่า “ต่ำ”

ดังนั้น ค่า PE (i) หาร PE(sec) ของหุ้นที่มีราคา “ถูก” ควรจะต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง

และค่า PBV (i) หาร PBV (sec) ของหุ้นที่มีราคา “ถูก” ควรจะต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่งเช่นเดียวกัน

เมื่อต้องการสร้างข้อจำกัดขึ้น ในการพิจารณาว่า

“หุ้นที่มีราคาถูก P/E และ P/BV ของหุ้นนั้นควรจะต้องมีค่าที่ต่ำเมื่อเทียบกับรายหมวดธุรกิจ”

ดัง นั้น จึงนำ ค่า PE (i) หาร PE(sec) และPBV (i) หาร PBV (sec) มา “คูณ” กัน เพื่อสร้างอัตราส่วน โดยอาศัยกฎพื้นฐานของคณิตศาสตร์เรื่องการคูณทศนิยม

จากกฎพื้นฐานของคณิตศาสตร์ว่าด้วยเลขทศนิยม

“เลขทศนิยมที่น้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง สองจำนวนคูณกัน ต้องได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่งด้วย”

และ จากเงื่อนไขการคำนวณ P/E กับ P/BV ของรายหมวดธุรกิจ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กำหนดว่า “จะเลือกเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีค่า E กับค่า BV ที่มากกว่า 0 เท่านั้นมาใช้คำนวณ P/E กับ P/BV รายหมวดธุรกิจ”

จากแนวคิด และเงื่อนไขการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้ออกมาเป็น

“หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค เวอร์ชั่น 1.0” หากค่าที่คำนวณได้ออกมาแล้วได้ “น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1” ถือว่าเป็นหุ้นที่มีราคา “ถูก”

ประโยชน์

ไว้ ช่วยตรวจสอบหุ้นรายตัวว่า หากคำนวณ “หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค” แล้วได้ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง หุ้นนั้นมีราคา “ถูก” (ส่วนจะเป็นของดีราคาถูก หรือของห่วยราคาถูก ต้องดูปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ประกอบ)

ตัวอย่าง (เป็นการสมมติเท่านั้น มิใช่ข้อมูลจริง)

หุ้น A เป็นหุ้นในกลุ่ม bank มี P/E เท่ากับ 9.31, P/BV เท่ากับ 1.54
P/E กลุ่ม bank เท่ากับ 14.47, P/BV กลุ่ม bank เท่ากับ 1.17

หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค = (9.31/14.47) x (1.54/1.17) = 0.85

ผลการคำนวณสรุปว่า หุ้น A มีราคา “ถูก”

จาก “หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค” ซึ่งใช้ดู “หุ้นรายตัว” สามารถ ขยายการมองภาพที่ใหญ่ขึ้นอีก ด้วยการสร้าง “หมากเขียวเรโช ระดับมหภาค เวอร์ชั่น 1.0” เพื่อใช้ดู “พอร์ทการลงทุน”

หมากเขียวเรโช ระดับมหภาค เวอร์ชั่น 1.0



โดยที่
w(i) คือ Weight หรือน้ำหนักการลงทุนของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ท มีหน่วยเป็น %
summation ของ w(i) โดยที่ i เท่ากับหนึ่ง ถึง j คือ ผลรวมของน้ำหนักการลงทุนของหุ้นตัวที่ 1 จนถึงตัวที่ j (พอร์ทมีหุ้น j ตัว)

ซึ่งตามกฎผลรวมของ Weight

น้ำหนักการลงทุนของหุ้นตัวที่ i จนถึงตัวที่ j (พอร์ทมีหุ้น j ตัว) ต้องเท่ากับ “หนึ่ง” หรือ 100%

ดังนั้น เมื่อนำ “หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค” มาพิจารณาร่วมกัน

ผล summation ของทั้งสมการ ต้องน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1

แนวคิด

เมื่อ หุ้นแต่ละตัว ถูกคัดสรรมาโดยการดู “หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค” ซึ่งถ้าค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง จะถือว่าหุ้นตัวนั้นๆ มีราคา “ถูก”

เมื่อ นำหุ้นแต่ละตัว มารวมเป็น “พอร์ทการลงทุน” พอร์ทการลงทุนนั้น ก็ควรจะเป็นพอร์ทการลงทุน ที่ถือว่าเป็น “กลุ่มของหลักทรัพย์ที่มีราคาถูก” เช่นเดียวกัน

ประโยชน์

ไว้ใช้ช่วยตรวจสอบพอร์ทการลงทุนของ ท่านว่า หากคำนวณ “หมากเขียวเรโช ระดับมหภาค” แล้วได้ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง บ่งบอกว่า พอร์ทการลงทุนของท่านประกอบด้วยกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีราคา “ถูก” (ส่วนจะเป็นของดีราคาถูก หรือของห่วยราคาถูก ต้องดูปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ประกอบ)

ตัวอย่าง (เป็นการสมมติเท่านั้น มิใช่ข้อมูลจริง)

ในพอร์ทการลงทุน มีหุ้น A อยู่ 60% และหุ้น B 40%
หุ้น A เป็นหุ้นในกลุ่ม bank มี P/E เท่ากับ 9.31, P/BV เท่ากับ 1.54
P/E กลุ่ม bank เท่ากับ 14.47, P/BV กลุ่ม bank เท่ากับ 1.17

หุ้น B เป็นหุ้นในกลุ่ม สื่อสาร มี P/E เท่ากับ 12.49, P/BV เท่ากับ 3.06
P/E กลุ่ม สื่อสาร เท่ากับ 15.44, P/BV กลุ่ม สื่อสาร เท่ากับ 2.36

หมากเขียวเรโช ระดับมหภาค = 0.6 x (9.31/14.47) x (1.54/1.17) + 0.4 x (12.49/15.44) x (3.06/2.36) = 0.93

ผลการคำนวณสรุปว่า พอร์ทการลงทุน ประกอบด้วยกลุ่มหลักทรัพย์ ที่มีราคา “ถูก”

จะหาข้อมูลมาคำนวณได้อย่างไร?

ค่า P/E และ P/BV ของหุ้นรายตัวนั้น หาได้ง่าย ทั้งในเวบไซด์หุ้น และ น.ส.พ.หุ้น แต่แต่ละสำนัก บางครั้งค่าจะไม่ค่อยตรงกัน เหตุผลเนื่องมาจาก การเลือกส่วนประกอบที่ใช้ในการคำนวณอาจจะไม่เหมือนกัน

เนื่องจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดค่าสถิติเบื้องต้น และวิธีการคำนวณเบื้องต้น ออกมาใหม่ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2547 โดยระบุใน “คู่มือ Set Smart ฉบับปรับปรุง ม.ค. 48” ดังนี้









ซึ่งบางสำนักอาจจะไม่ยึดหลักการคำนวณตามตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือการคำนวณหาค่า E และ ค่า BV ที่แตกต่างกันตามนิยามของแต่ละสำนัก

ยกตัวอย่างเช่น
ของ Set Smart ถ้าจะคำนวณหาค่า EPS ณ ไตรมาส 2 ให้คำนวณมาจาก EPS ทั้งปี 47 ลบด้วย EPS ไตรมาส 1,2 ของปี 47 บวกกลับด้วย EPS ไตรมาส 1,2 ของปี 48

ส่วนค่า P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจนั้น ไม่ค่อยมีเผยแพร่เท่าไหร่ เท่าที่ผมหาเจอ ก็มี Set Smart หนึ่งที่ ที่มีบริการให้ค้นหา

หลักการคำนวณ P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีดังนี้



ผม ได้ลองคำนวณ หา P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจ โดยการนำ P/E ของหุ้นรายตัวมา Weight ด้วย Mk Cap และนำ P/BV ของหุ้นรายตัวมา Weight ด้วย Mk Cap เช่นเดียวกัน

วิธีการหา Mk cap ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดขึ้น มีดังนี้ครับ (Mk Cap ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่สามารถหาได้ง่าย)



แต่ผลปรากฏว่าค่า P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจ ที่ผมคำนวณได้ค่อนข้างต่างกันพอสมควรกับทาง Set Smart

ทาง Set Smart ยังให้คำตอบผมไม่ได้ว่า คำนวณ P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจมาได้อย่างไร

ค่า ที่ผมคำนวณได้จากวิธี Weight average ให้ค่าที่ใกล้เคียงกับวิธี Arithmetic mean (เอาค่ามาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล) ดังนั้น ผมคิดว่าค่าที่ผมคำนวณ น่าจะเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับความจริงมากกว่า

อย่าง ไรก็ตาม เมื่อ Set Smart ขึ้นตรงกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ข้อมูลที่ให้บริการ น่าจะตรงตามหลักเกณฑ์ และได้มาตรฐานที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ผมจึงใช้ข้อมูลอื่นๆ จากที่นี่ครับ (มิได้มีเจตนาโฆษณาให้ Set Smart แต่อย่างใด) แต่ P/E และ P/BV ของรายหมวดธุรกิจ ผมใช้วิธีคำนวณเอง

ตอนนี้คงขอจบแต่เพียงเท่านี้ หวังว่า “หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค และมหภาค” คงจะเป็นประโยชน์ ต่อนักลงทุนได้ ไม่มากก็น้อย

ยืดเส้นยืดสายกันพอสมควร ไว้พบกันตอนหน้า กระบวนท่าที่ 3 (ยังนึกชื่อท่าไม่ออกแฮะ)

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้”



***สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามทำการคัดลอก ดัดแปลง แก้ไข โดยไม่ได้อ้างอิงหรือขออนุญาตล่วงหน้า***

Create Date : 03 สิงหาคม 2548
Last Update : 11 สิงหาคม 2548 11:40:34 น. 3 comments
Counter : Pageviews. Add to Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark


เขียนให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ ตามคำเรียกร้อง

หมากเขียวเรโช ระดับจุลภาค



โดย: หมากเขียว วันที่: 5 สิงหาคม 2548 เวลา:12:10:30 น.


หมากเขียเรโช ระดับมหภาค



โดย: หมากเขียว วันที่: 5 สิงหาคม 2548 เวลา:15:09:48 น.


คุณหมากเขียวลอง เฉลี่ยแบบ weighted geometric ดูหรือยังครับ ผมเดาๆ เอาว่าอาจจะตรงกับวิธีของตลาดหลักทรัพย์กว่านะครับ เพราะถ้าเฉลี่ยแบบ weighted arithmatic มันจะได้รับผลกระทบจาก outliers มากกว่า ในขณะที่ถ้าคำนวณจาก market cap รวม กับ earning รวม มันจะไม่ค่อยได้ผลกระทบจาก outliers น่ะครับ

จากคุณ : Lepus - [ 6 ส.ค. 48 01:30:57 ]


ขอ เสนออีกนิดครับ คือถ้าเผื่อจะคำนวณอัตราส่วนนี้สำหรับหุ้นหลายๆ ตัวในหมวดเดียวกัน คิดว่าควรจะหา "แพะเรโช" สำหรับกลุ่มนั้นก่อนครับ แล้วเอามาตั้งเป็นตัวหารไว้ได้เลย น่าจะประหยัดเวลาจิ้มเครื่องได้มากกว่า ทั้งนี้เนื่องจาก

PE(หุ้น)/PE(ธุรกิจ) * PBV(หุ้น)/PBV(ธุรกิจ)
= [PE(หุ้น) * PBV(หุ้น)] / [PE(ธุรกิจ) * PBV(ธุรกิจ)]
= แพะเรโช(หุ้น) / แพะเรโช(ธุรกิจ)

(จริงๆ น่าจะเรียก "แพะโปรดักต์" มากกว่า "แพะเรโช" นะครับ หุ หุ)

จากคุณ : Lepus - [ 6 ส.ค. 48 01:49:43 ]


ตอบคุณ Lepus

ทาง Set Smart ยืนยันว่า ใช้วิธีการคำนวณตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ครับ หรือใช้ Mk cap รวมธุรกิจ หารด้วย Earning per Share รวมธุรกิจ ตามสูตรในค.ห.5 และ 6

ตอบคุณ Lepus อีกคำถามนึง

PE(หุ้น) * PBV(หุ้น) ไม่ใช่ แพะเรโช(หุ้น) นะครับ เพราะแพะเรโช คุณแพะเสนอผลคูณของสองเรโชนี้ไว้ว่า ควรจะน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 ดังนั้นสองเรโชนี้คูณกัน ยังไม่ถือว่าเป็นแพะเรโชครับ

PE(ธุรกิจ) * PBV(ธุรกิจ) ก็ไม่ใช่ แพะเรโช(ธุรกิจ) ครับ เหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว

เดี๋ยวคอนเซปของแพะเรโชจะเสียสมดุลไปครับ หมากเขียวเรโช กับแพะเรโช คนละเรื่องกันครับ อย่านำมารวมกัน เดี๋ยวผิดคอนเซป

คอน เซปของหมากเขียวเรโช คือ นำ PE น้อยๆ (เทียบกับธุรกิจ) คูณกับ PBV น้อยๆ (เทียบกับธุรกิจ) ครับ คอนเซป แตกต่างจากแพะเรโช ไม่เหมือนกัน

จากคุณ : หมากเขียว - [ 8 ส.ค. 48 11:14:34 ]


อ่า ครับ เดี๋ยวเอาเรื่องแก้ที่ผิดก่อน

คือ มานั่งคิดนอนคิดแล้ว #42 ผิดครับ ที่ถูกต้องเป็น weighted harmonic mean ไม่ใช่ weighted geometric mean เนื่องจากเราหาค่าเฉลี่ยของอัตราส่วน

คือ ผมเข้าใจครับว่าตลาดหลักทรัพย์คำนวณ P/E และ P/BV เฉลี่ยอย่างไร และวิธีนั้น (ซึ่ง Set Smart ก็นำมาใช้) เป็นวิธีที่ถูกต้องครับ (คือถือเป็น gold standard)

แต่ที่ผมพยายามจะพูดคือ ถ้าเผื่อว่าเรามีข้อมูลเป็นรายตัว และพยายามจะเอามาเฉลี่ยโดยใช้วิธีคูณกับค่าน้ำหนักแล้วเอามารวมกัน หารด้วยน้ำหนักรวม ซึ่งกรณีนี้คุณหมากเขียวกำหนดให้เป็น 1 (คือหา weighted arithmatic mean) จะได้คำตอบที่ไม่ถูกต้องครับ (ดังนั้น ค่าที่คุณหมากเขียวคำนวณได้จึงไม่ตรงกับค่าที่ Set Smart คำนวณได้) เพราะในกรณีนี้เราจะเฉลี่ยอัตราส่วน ซึ่งต้องใช้วิธีเฉลี่ยแบบ weighted harmonic คือ

mean = (w1+w2+...+wn) / (w1/x1 + w2/x2 + ... + wn/xn)

จึง จะได้คำตอบที่ถูกต้องครับ (คือจะได้ผลลัพธ์ตรงกับวิธี เอาทั้งหมดมาหารกันดุ่ยๆ แบบที่ SET ใช้) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าในที่สุดเราลงเอยด้วยการหา weighted harmonic mean ของหลักทรัพย์ทั้งกลุ่มจริงๆ กลับไปทำแบบที่ SET ทำจะง่ายกว่าครับ แต่ถ้าจะหา P/E หรือ P/BV ของเฉลี่ยของ port (หวังว่าคงไม่ติดกันเอาไว้หลายตัว) ที่เป็นค่าเฉลี่ยจริงๆ ต้องทำแบบนี้ครับ

ตัวอย่าง: สมมติว่าพอร์ตของเรามีมูลค่ารวม 1000 บาท มีหุ้น abc 40% ของพอร์ต P/E ตัวนี้ 5 เท่า P/BV 0.8 เท่า และหุ้น xyz 60% ของพอร์ต P/E เป็น 20 เท่า P/BV 2 เท่า

ดังนั้น ราคาของหุ้น abc = 40% * 1000 = 400 บาท; earning รวมในมือ = 400/5 = 80 บาท; book value ของหุ้น abc ในมือ = 400/0.8 = 500 บาท

ส่วนราคาของหุ้น xyz = 60% * 1000 = 600 บาท; earning รวมในมือ = 600/20 = 30 บาท; book value ของหุ้น xyz ในมือ = 600/2 = 300 บาท

ราคา จ่ายไปจริง 1000 บาท; earning รวมทั้งสองตัว = 80+30 = 110 บาท ดังนั้น P/E เฉลี่ย = 9.09; book value รวมทั้งสองตัว = 500+300 = 800 บาท ดังนั้น P/BV เฉลี่ย = 1.25

ถ้าเรามี P/E และ P/BV ของหุ้นแต่ละตัว แล้วพยายามจะหาค่าเฉลี่ยของพอร์ต ด้วยวิธี weighted arithmatic mean จะได้

P/E พอร์ต = 0.4*5 + 0.6*20 = 14 และ
P/BV พอร์ต = 0.4*0.8 + 0.6*2 = 1.52

ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง จริงไหมครับ

การหาค่าเฉลี่ยให้ตรงกับความเป็นจริงในกรณีนี้จึงต้องใช้ weighted harmonic mean

P/E พอร์ต = (0.4+0.6) / (0.4/5 + 0.6/20) = 9.09 และ
P/BV พอร์ต = (0.4+0.6) / (0.4/0.8 + 0.6/2) = 1.25

ซึ่งจะเป็นคำตอบที่ตรงกับความเป็นจริงครับ

เกี่ยว กับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมากเขียวเรโช และแพะเรโชนี้ ผมเห็นด้วยครับว่า underlying concept ต่างกัน แต่ "ผลพวง" ที่เกิดขึ้นจากสมการ คือสองอันนี้จริงๆ แล้วเป็นเรื่องเดียวกันครับ (คล้ายๆ กับที่เครื่องโทรศัพท์ (พูดได้อย่างเดียว) เป็นกรณีเฉพาะของเครื่องโทรสาร (พูดก็ได้ ส่งแฟ็กซ์ก็ได้) ประดิษฐ์ขึ้นจากคนละแนวคิดกัน แต่ในที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกัน)

อันที่จริงแล้วถ้าลองนั่ง พิจารณาสูตรที่มาของอัตราส่วนทั้งสองตัวนี้ จะเห็นว่า "แพะเรโช" เป็นกรณีพิเศษ (special case) ของหมากเขียวเรโช เมื่อกลุ่มธุรกิจนั้นมีค่า P/E * P/BV เท่ากับ 10 พอดีครับ (ลองเขียนสูตรหมากเขียวเรโช แล้วลากเส้นส่วนให้ยาวเชื่อมกันดูสิครับ) แบบนี้ครับ:

เริ่มจากหมากเขียวเรโช ค่าที่เหมาะสม <= 1

PE(หุ้น)/PE(ธุรกิจ) * PBV(หุ้น)/PBV(ธุรกิจ) <= 1

ลากเส้นส่วนยาวๆ (= จัดกลุ่มใหม่)

[PE(หุ้น) * PBV(หุ้น)] / [PE(ธุรกิจ) * PBV(ธุรกิจ)] <= 1

ถ้าบังเอิญหุ้นตัวไหนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ PE * PBV = 10 พอดี จะได้

[PE(หุ้น) * PBV(หุ้น)] / 10 <= 1

หรือ

PE(หุ้น) * PBV(หุ้น) <= 10 ซึ่งก็คือแพะเรโช ถูกไหมครับ

เพื่อ ความสบายใจของทุกฝ่าย ผมขอแก้ข้อความเดิมเป็นว่า ถ้าต้องการคำนวณหมากเขียวเรโชของหุ้นหลายตัวในกลุ่มเดียวกัน ก็เสนอให้คำนวณค่า PE * PBV ของกลุ่มเอาไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นตัวหาร จากนั้นก็คำนวณ PE * PBV ของหุ้นแต่ละตัว เอามาหารด้วยค่าของกลุ่มที่เราหาไว้แล้ว ก็แล้วกันครับ จะประหยัดเวลาจิ้ม PE/PE และ PBV/PBV เรียงตัวได้น่ะครับ

จากคุณ : Lepus - [ 9 ส.ค. 48 01:01:09 ]


ขอบคุณ คุณ Lepus ครับ ที่ต่อยอดความรู้เพิ่มเติมให้อีก

ดีครับ ช่วยๆ กันคิด ทำให้เกิดความรู้เพิ่มเติมทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร