101 ปฎิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 55 "ดัชนีความสุข"

The global financial crisis was a reminder that much of the world’s wealth is “illusory” and can quickly “disappear without a trace”

     “วิกฤติการณ์ด้านการเงินเมื่อเร็วๆนี้เป็นเครื่องเตือน ใจที่ทำให้เราได้ตระหนักว่า ความมั่งคั่งนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และสามารถหายไปในชั่วพริบตา โดยไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่รอยเท้า” 
    
     ประโยคข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ของ เจ้าชายจิกมี ทินเลย์แห่งราชอาณาจักรภูฎานที่กล่าวไว้ในที่ประชุมใหญ่ 2010 เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหสหวรรษ” ที่สำนักงานใหญ่ ของสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา
           
     การประชุมสุดยอด “สหัสวรรษแห่งการพัฒนา เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.2000 โดยสมาชิกสหประชาชาติ 189 ประเทศลงนามให้สัตยาบันร่วมกันที่จะนำเป้าหมาย 8 ข้อไปพัฒนาเพื่อต่อสู้กับความยากจนให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้
             
     เป้าหมายทั้ง 8 ข้อมีดังนี้
     1. กำจัดความยากจนและความหิวโหย
     2. ให้ผู้คนเข้าถึงการศึกษาพื้นฐานอย่างทั่วถึง
     3. ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศโดยเพิ่มบทบาทของผู้หญิง
     4. ลดอัตราการเสียชีวิตของเด็ก
     5. พัฒนาสุขภาพของสตรีมีครรภ์ 
     6. ต่อสู้กับโรคเอดส์  มาลาเรีย  และโรคร้ายอื่นๆ 
     7. รักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน 
     8. ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาของประชาคมโลก
             
     ข้อเสนอของ จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน  ได้เรียกร้องให้ที่ประชุมใหญ่เพิ่มเป้าหมายลงไปอีกข้อเป็น ข้อที่ 9 ก็คือ "ความสุข" ที่ก้าวพ้นจากคำว่า “รวยและจน”  
           
     เพราะโลกเรามีทรัพยากรที่จำกัด เจ้าชายจิกมี ให้ความเห็นว่า การพยายามไขว่คว้าทางวัตถุนิยมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เป็นการกระทำที่ “อันตรายและโง่สิ้นดี” โดยยกตัวอย่าง จีน และ อินเดีย สองประเทศยักษ์ ใหญ่ที่มีเศรษฐกิจขยายตัวโตเร็วที่สุดในโลก  ที่พยายามจะไต่เต้าขึ้นไปเทียบชั้นกับสหรัฐฯในเรื่องการบริโภค
             
     ลองคิดดูซิว่า โลกเราจะเป็นอย่างไร หากประชาชนทุกคนมีแต่ "ความละโมบ" ที่ไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมกับทิ้งท้ายว่าแทนที่จะมุ่งไปสู่หายนะ ทำไมเราไม่หันกลับมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราเสียใหม่ โดยหันมาเน้นเรื่องของ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของ คุณค่าของวัฒนธรรมที่ดีงาม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โลกมี “ความสุข”
             
     ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจำ เจ้าชายจิกมีแห่งประเทศภูฏาน ที่มีพระจริยวัตรงดงามได้เป็นอย่างดี  สมัยที่เสด็จเยือนเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน
             
     ภูฎานเป็นประเทศที่นำ "ดัชนีแห่งความสุขของ ประชาชน" มาใช้เป็นเครื่องวัดการพัฒนาประเทศแทน "จีดีพี" ที่ทั่วโลกใช้กัน โดยมีนโยบายหลัก ในการกระจายการศึกษาฟรี ยกระดับมาตรฐานสุขภาพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศภูฎาน ที่มีประชากรเพียง 5.5 แสนคนเอาไว้
             
     ข้อเสนอของเจ้าชายจิกมีไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย เพราะแนวความคิดในเรื่องของ ดัชนีความสุข หรือ Gross National Happiness-GNHนั้น ได้เคยถูกหยิบยกมาเป็นวาระแห่งชาติ ในการกำหนด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 ตั้งแต่ปี 2530-2534 ที่ต้องการเน้น “คน”เป็น ศูนย์กลางในการพัฒนามากกว่าเน้นการเจริญเติบโตในด้านวัตถุนิยม โดยพยายามที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
             
     แต่เพราะกระแสบริโภคนิยมที่โหมทะลักเข้ามา ทำให้สังคมไทยต้องถูกนำพาไปตรงข้ามกับเข็มทิศที่ตั้งไว้เดิม โดยหันกลับไปให้ความสำคัญกับตัวเลข จีดีพี จนทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายกว้างออกเรื่อยๆจนถูกนำไปใช้เป็น เครื่องมือในการปลุกกระแสความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ ผ่านมา
             
     หากเราหันกลับมามองคนเป็นตัวตั้ง และพยายามที่จะทำให้คนในสังคมมีความสุข แนวคิดในเรื่องของ “ความเพียงพอ” คือคำตอบที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้
             
     มันเป็นเรื่องที่เป็นไม่ได้หรอกครับที่จะทำให้ทุกคนรวยเท่ากัน หรือไม่มีคนจน แต่เราสามารถทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขได้ หากเราก้าวข้ามความรวยหรือจน และทำให้ทุกๆคนไม่ว่าจะ “รวย”หรือ “จน”ได้ ตระหนักว่า ความมั่งคั่งของแต่ละคน ย่อมขึ้นอยู่กับความเพียงพอ เพราะการมีมากจนเกินไป นอกจากไม่ได้ทำให้มีความสุขแล้ว กลับทำให้เป็นทุกข์เสียด้วยซ้ำไป
             
     สำคัญไปกว่านั้น ความสุขที่แท้จริง สำหรับบางคน การ”ให้”หรือ“แบ่งปัน”อาจจะทำให้เกิดความสุขที่ยิ่งใหญ่ และทำให้เข้าถึง “คุณค่าของการเป็นมนุษย์”อย่างแท้จริง
             
     ไม่เชื่อลองดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ซิครับ ที่บรรดามหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาจาก ความรวยที่ไม่สิ้นสุด จนต้องพยายามหันมาหาความสุขในชีวิตด้วยการ “ให้”
              
     ผมเห็นด้วยกับเจ้าชายจิกมีที่ มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการมองวิถีชีวิตของเรา ใหม่เสียที แทนที่จะปล่อยให้ความละโมบที่ไม่มีจุดสิ้นสุด นำพาเราไปสู่ความล่มสลายทางจิตและวิญญาณ
           
     It does not demand much imagination intelligence to understand that endless pursuit of material growth in a world with limited natural resources within a delicately balanced ecology is just not sustainable—that is dangerous and stupid.” Bhutan’s Prime Minister, Jigmi Thinley 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร