101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 48 "คำถามจากทางบ้าน-1"

หลายวันก่อนมีคำถามจาก คุณลุงคณิตจากทางบ้านส่งเสียงตามสายเข้ามาในรายการวิทยุ 101 ปฏิบัติการพลิกชีวิตที่ผมจัดรายการอยู่ ขอคำปรึกษาเรื่องการมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 20 ปีหลังเกษียณ ด้วยเงินสองล้านบาท!!!
 
     ฟังจากน้ำเสียงคุณลุงน่าจะเป็นคนสูงวัยที่มี “จิตอาสา” เนื่องจากตัวคนเดียวไม่มีพันธะทางครอบครัว จึงมีความตั้งใจว่าหลังเกษียณในปีนี้อยากหันไปทำงานการกุศลเพื่อสังคม โดยจะไปพักอาศัยและทำงานอยู่กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง แต่ไม่อยากจะรบกวนรายจ่ายอื่นๆจากทางมูลนิธิ จึงอยากจะหาวิธีจะทำให้สามารถมีเงินใช้สักวันละประมาณ 400-500 บาทอย่างต่อเนื่องไปจนอายุ 80 ปี จากเงินสองล้านบาทที่เก็บหอมรอมริบเอาไว้           
           
     คงต้องยอมรับว่า เริ่มต้นก็โดนคำถามยากขนาดนี้ ผมเองก็เกือบแย่ไปเหมือนกัน เพราะคุณลุงคณิตท่านเพิ่งมาคิดวางแผนชีวิต เรื่องเงินๆทองๆเอาอีกตอนกำลังจะเกษียณแบบนี้ ต้องบอกว่า ถ้าช้าไปอีกนิดเดียวรอจนถึงวันสุดท้ายก็คงสายเกินไปเสียแล้ว
          
     จากปากคำของลุงคณิต แกไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกนอกจากเงินสองล้านบาท ซึ่งหากไม่หาวิธีที่จะ“ให้เงินทำงาน”แทนคุณลุงคณิต การจะมีเงินใช้วันละ 400- 500 บาท ก็หมายความว่าต้องใช้เงินปีละประมาณ 150,000-180,000 บาท

     ถ้าลองเอาเงินที่คุณลุงต้องใช้ในแต่ละปีไปหารด้วยเงินสองล้านบาท อย่างเก่งเต็มที่คุณลุงก็คงจะหมดตัวเอาแถวๆปีที่ 11-13 แต่คุณลุงอยากมีเงินใช้แบบนี้ไปตั้ง 20 ปี จนถึงอายุ 80 ปี
 
     หากเป็นคุณจะให้คำแนะนำคุณลุงว่า ควรจะทำอย่างไรกันดีละครับ?

     โชคดีที่คุณลุงคณิตยังมี “ต้นทุน” ความมั่งคั่งสุทธิอยู่สองล้านบาท แต่ปัญหาน่าปวดหัวก็คือ จะจัดสรรเงินจำนวนนี้อย่างไรให้มันสามารถทำงานสร้างผลตอบแทนให้จนสามารถจะ ประคับประคองตัวไปได้อีก 20 ปีข้างหน้า
ผมอยากแนะนำให้คุณลุงลองย้อนกลับไปใช้ สูตรวิธีการจัดสรรการลงทุนที่ผมเคยให้คำแนะนำไปแล้ว เพียงแต่ปรับเปลี่ยนในเรื่องของรายละเอียดให้เหมาะกับ “ต้นทุน”ที่มีอยู่ โดยแบ่งเม็ดเงินสองล้านบาทออกเป็น 3 กอง

     กองแรกจำนวน สองแสนบาท คุณลุงควรนำไปเปิดบัญชีออมทรัพย์เอาไว้ และเบิกถอนออกมาใช้จ่ายในปีแรกเดือนละประมาณ 15,000 บาท ภายใน 1 ปี คุณลุงจะใช้เงินประมาณ 180,000 บาท เหลือไว้เผื่อสำรองฉุกเฉินประมาณสองหมื่นบาท สำหรับกรณีเจ็บป่วย หรือ เหตุฉุกเฉินที่อาจจำเป็นต้องใช้เงิน

     กองที่สอง จำนวนหกแสนบาท นำไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวแบบขั้นบันได มีอายุตั้งแต่ 1-4 ปี ปีละ 1.5 แสนบาท ตามลำดับ โดยหากไม่สามารถหาซื้อในรูปของพันธบัตร หรือ หุ้นกู้ ได้ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แทน โดยเม็ดเงินในกองที่สอง จะมีผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนักเฉลี่ยปีละประมาณ 4-5 % และผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยรวมกันในแต่ละปีจะลดลงตามเงินต้นที่เราค่อยๆทะ ยอยเบิกถอนออกมา ซึ่งคุณลุงคณิตอาจจะกันผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นเงินสำรองค่ารักษาพยาบาล หรือเผื่อเหตุฉุกเฉินในบัญชีออมทรัพย์ ในระหว่างปีที่ 2-5
     
     สำหรับกองสุดท้ายที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุด คือประมาณ 1.2 ล้านบาท คุณลุงคณิตควรนำไปลงทุนระยะยาวในช่วง 5 ปีแรกที่ยังสามารถใช้เม็ดเงินจาก กองที่ 1 และกองที่ 2 ซึ่งเริ่มทะยอยเบิกออกมาใช้จ่ายในแต่ละปี      
          
     ถ้าเราตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนการลงทุนของเงินกองสุดท้ายจำนวน 1.2 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณปีละ 8% โดยอาจจะแบ่งเม็ดเงินออกเป็น 2 ก้อนย่อยๆ นำไปลงทุนใน “กองทุนหุ้น” และ “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งน่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้ใกล้เคียงกับที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เม็ดเงินจำนวนนี้จะเติบโตขึ้นกลายเป็น 1,763,192 ล้านบาท หรือ ประมาณ 1.8 ล้านบาท
          
     เมื่อเข้าสู่ปีที่ 6 คุณลุงคณิต ก็ใช้สูตรเดิมโดยนำเงินที่งอกเงยขึ้นในกองที่สามประมาณ 1.8 ล้านบาท มาจัดสรรใหม่ในรูปแบบเดิม โดย 8 แสนบาทแรก กันไว้สำหรับกองที่ 1-2 เพื่อให้สามารถมีเงินใช้เท่าเดิมต่อไปอีก 5 ปี เพียงแต่เม็ดเงินที่เหลือไปลงทุนระยะยาว 5 ปีในคราวนี้จะลดลงเหลือประมาณ 1 ล้านบาท
          
     หากใช้กลยุทธ์การลงทุนในรูปแบบเดิม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 8 % เมื่อถึงปีที่ 10 เม็ดเงิน 1 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.6 ล้านบาท
          
     ในอีก 5 ปีต่อไป ก็ทำแบบเดิม คือ กันเงินไว้ใช้ในปีที่ 11 สองแสนบาท และนำไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือ กองทุนตราสารหนี้แบบขั้นบันไดอีก 6 แสนบาท เหลือเงินไปลงทุนระยะยาวในช่วง 5 ปี ประมาณ 8 แสนบาท
          
     เมื่อถึงปีที่ 16 เม็ดเงิน 8 แสนบาทจะเติบโตขึ้นเป็นประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งหากมาถึงจุดนี้ คุณลุงสามารถที่จะใช้เงินที่เหลือปีละ 2 แสนบาทไปได้อีก 5 ปี ไปจนถึงอายุ 80 ปีได้ตามเป้าหมายอย่างสบายๆ



     แต่ที่สำคัญในปีที่ 16 อาจจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือ จุดที่ต้องตัดสินใจกันใหม่อีกครั้งก็ได้ เพราะหากถึงเวลานั้น สุขภาพท่านยังดีและมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวต่อไปมากกว่า 80 ปี ก็อาจจะต้องตัดสินใจว่าจะนำเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อีกครั้งหนึ่ง
          
     หากเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่า จากข้อจำกัดของคุณลุงคณิต ที่มีการสร้างกองทุนในวัยเกษียณของตัวเองเอาไว้ไม่มากนักคือเพียงประมาณ สองล้านบาท แต่ตั้งเป้าหมายของการใช้ชีวิตในช่วงวัยชราไว้ค่อนข้างสูง คือ อยากมีเงินใช้ถึงเดือนละประมาณ 1.5-1.8 แสนบาท ไปจนถึงวัย 80 ปี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
          
     เงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับกรณีนี้คือ เม็ดเงินลงทุนระยะยาวในทุกๆช่วง 5 ปี ที่ต้องพยายามสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้ได้ปีละประมาณ 8% ทำให้คุณลุงคณิต อาจจะต้องให้ความสนใจคอยตรวจเช็คผลตอบแทนในการลงทุนให้ดี โดยอาจจะต้องปรับพอร์ตการลงทุนในส่วนนี้ เพื่อจัดวางน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมเป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรักษาผลตอบแทนเฉลี่ยไว้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ ตั้งเอาไว้
           
     สิ่งที่อยากจะเสริมให้คุณลุงคณิตไม่ควรลืมก็คือ การใช้สวัสดิการต่างๆที่รัฐมีให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการักษาพยาบาลด้วย บัตรทอง หรือ บัตรประกันสังคม รวมไปจนถึงการยื่นขอ เบี้ยผู้สูงอายุ หรือสวัสดิการอื่นๆจากรัฐบาล ถึงแม้จะเป็นเม็ดเงินเพียงเดือนละไม่กี่บาทก็ตาม
          
     แต่บอกตรงๆว่าเท่าที่ผมฟังเรื่องราวของคุณลุงคณิตแบบย่อๆ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า มีคนในสังคมอีกมากแค่ไหนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ โดยขาดการเตรียมความพร้อม เพราะขนาดคุณลุงคณิตแกตัวคนเดียว และอุตส่าห์เก็บเงินมาทั้งชีวิตได้ตั้งสองล้านบาท แต่เมื่อวันสุดท้ายของการทำงานกำลังจะมาถึง จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเม็ดเงินที่ตัวเองมีอยู่อาจจะไม่พอใช้ชีวิตในช่วงบั้น ปลายได้อย่างที่ต้องการได้

     คงต้องย้อนกลับไปถามคุณและอีกหลายๆคนว่า เรื่องที่สำคัญต่อชีวิตขนาดนี้ คุณให้ความสนใจ และเตรียมวางแผนกันไว้มากน้อนแค่ไหน เชื่อผมเถอะครับ ให้ความสำคัญกับแผนการในอนาคต และเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปเมื่อวันนั้นมาถึงตัวคุณ 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร