101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 35 "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"

มันฟังดูอาจจะเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่มีมนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยที่ “ไม่รู้” และไม่เคยเข้าใจถึงประโยชน์ในการออมภาคสมัครใจผ่านกลไกของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD)

     สำหรับมนุษย์เงินเดือนในสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก อาจจะมีเพียง กองทุนประกันสังคม ที่บังคับโดยกฏหมาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากนายจ้างไม่อยากแบกภาระการจ่ายเงินสมทบให้กับลูกจ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ถึงเหตุผลของความไม่รู้ของบรรดามนุษย์เงิน เดือนที่อยู่ในสถานประกอบการเหล่านี้

     แต่สำหรับบรรดาพนักงานกินเงินเดือนที่ทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมาก ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ ก็กลับไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าไรนัก

     สำหรับหลายต่อหลายคน ถึงพอจะรู้ว่าองค์กรของตัวเอง มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ แต่ก็อาจจะมีความรู้สึกในทางลบด้วยซ้ำไป เพราะเหมือนเป็นภาระและรู้สึก “เซ็ง”ทุกครั้งที่รับ “สลิปต์” เงินเดือน เมื่อเห็นตัวเลขที่โชว์ยอดที่ต้องถูกหักสะสมไปในแต่ละเดือน หรือบางคนพาลไม่ยอมเป็นสมาชิกกองทุนฯไปเสียฉิบ เพียงเพราะกลัวจะมีเงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน

     เรื่องแบบนี้ก็เหมือนกับ คำพังเพยที่ว่า “ไม่เห็นโลงศพ มิอาจหลั่งน้ำตา” เพราะคนส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นคุณค่าของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จนกว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่จำเป็นต้องหา “ตัวช่วย” ทางการเงิน

     คงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจใหม่สำหรับหลายๆคนว่า การออมผ่าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ความจริงแล้วคือ การลงทุนระยะยาวโดยสมัครใจรูปแบบหนึ่ง ที่จะผูกพันไปในระยะยาว โดยเราไม่รู้สึกตัว และจะเป็นตัวช่วยชั้นเยี่ยมสำหรับการสร้างหลักประกันเพื่อเกษียณอายุ สำหรับผู้อยู่ในวัยทำงาน

     ปัจจุบันในองค์กรธุรกิจชั้นนำส่วนใหญ่จะมีการจัดตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยเป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจ  เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ หรือเมื่อออกจากงาน และยังเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวกรณีที่เกิดเสียชีวิต

     ลูกจ้างจะมีหน้าที่จ่าย “เงินสะสม” และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” เข้ากองทุนฯ ในจำนวนไม่น้อยกว่าที่ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม แต่จะไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินเดือน

     เงินก้อนนี้จะถูกบริหารโดยมืออาชีพ ผ่าน ”บริษัทจัดการกองทุน” หรือ บลจ.ที่ได้รับ การคัดเลือก ซึ่งจะมีการนำเงินกองทุนไปลงทุนในตราสารประภทต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนฯ

     ข้อดีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คือ มันเปรียบเสมือนการลงทุนที่เราได้รับผลประโยชน์ถึง “สองเด้ง” เพราะเมื่อคุณจ่าย “เงินสะสม” เข้าไปในกองทุนแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่าย “เงินสมทบ” เท่าๆกันหรือ ไม่เกิน 15% เพื่อนำเม็ดเงินไปบริหารโดยผู้จัดการกองทุนฯมืออาชีพ ที่จะทำให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

     แต่ที่เด็ดไปกว่านั้น คือ เงินที่คุณจ่ายสะสมเข้ากองทุนไปทุกๆปี สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในตอนปลายปีได้อีกด้วย สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง หรือไม่เกินปีละ 300,000 บาท

     ที่ผ่านมา ในการบริหารจัดการกองทุนฯ นายจ้างส่วนใหญ่มักจะให้ บลจ.ที่รับเข้ามาบริหาร นำเม็ดเงินทั้งกองฯไปลงทุนภายใต้นโยบายการลงทุนเพียงแบบเดียว เหมือนการ “เหมาเข่ง” แต่เนื่องจากในแต่ละองค์กร ต่างก็มีพนักงานหลากหลายระดับตามอายุ จึงเกิดคำถามว่า การใช้นโยบายการลงทุนแบบเดียวจะเหมาะสมหรือไม่ และบางครั้งผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนอาจจะไม่ค่อยประทับใจ

     ในระยะหลังๆ จึงเริ่มมีแนวคิดในการที่จะกระจายเม็ดเงินออกเป็นพอร์ตการลงทุนหลายๆกองฯ เพี่อให้พนักงานเลือกลงทุนตามความต้องการ หรือที่เรียกว่า Employee Choices ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีการจัดสรรน้ำหนักในพอร์ตการลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงไม่เท่ากัน

     สำหรับพนักงานที่ยังมีอายุไม่มากนัก อาจจะอยากลงทุนในกองทุนฯที่มีนโยบายการลงทุนที่กล้าเสี่ยงมากกว่าพนักงานที่ อยู่ในวัยกลางคน หรือ วัยกำลังใกล้จะเกษียณ ที่ต้องการความมั่นคงมากขึ้น 

     ทั้งเงินสะสม เงินสมทบ และ ผลตอบแทนจากการลงทุน จะถูกสะสมไปเรื่อยๆในแต่ละปี และเราจะได้รับเงินทั้งหมดจากกองทุนฯ ก็ต่อเมื่อเกษียณอายุจากการทำงาน มีอายุครอบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ เกิดเหตุทพพลภาพจนทำงานไม่ได้ หรือ เสียชีวิต ซึ่งทั้ง 3 กรณี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำเงินที่ได้รับไปคำนวณในการเสียภาษีเงินได้

     คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากเรามีเหตุจำเป็นต้องออก หรือถูกให้ออกจากงานก่อนเกษียณอายุ (Early Retirement) ถึงแม้เราจะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนฯ แต่เราจำเป็นต้องเสียภาษีเงินได้จากผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่

     ในเรื่องนี้ กรมสรรพากร ยังใจดีช่วยลดหย่อนภาษีในส่วนที่เป็นเงินสะสมของเรา แต่ในกรณีที่มีอายุงานน้อยกว่า 5 ปี เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินสมทบ จะต้องนำไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี
สำหรับผู้ที่อายุงานเกิน 5 ปีขึ้นไป นอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีในส่วนของเงินสะสมแล้ว เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินสะสม และ เงินสมทบ สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ปีละ 7,000 บาท เหลือเท่าไรให้นำไปหักออกอีกครึ่งหนึ่ง และนำเงินที่เหลือไปรวมเป็นรายได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้

ไม่เกษียณอายุ  
แต่มีอายุงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
ไม่เกษียณอายุ 
และมีอายุงานน้อยกว่า 5 ปี
    
เสียภาษีเงินได้โดยนำส่วนเงินสมทบของนาย จ้าง+ผลประโยชน์ จากเงินสะสม + ผลประโยชน์จากเงินสมทบ มาคำนวณเพื่อ เสียภาษี โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ปีละ 7,000 บาท เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายได้อีกครึ่งหนึ่ง  
         
ตัวอย่าง : สมมติว่ามีสมาชิกลาออกจากกองทุน หลังจาก ที่ทำงานมาแล้ว 6 ปี และได้รับเงินจากกองทุน 250,000 บาท โดยเป็นส่วนของเงินสะสม 50,000 บาท ดังนั้น เงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีได้ 200,000 บาท หัก ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000 x 6 ปี) (42,000) คงเหลือ 158,000 หัก ค่าใช้จ่ายส่วนที่ 2 (158,000÷2) (79,000) คงเหลือเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี 79,000 


ไม่ได้รับการยกเว้น ต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ โดยนำ ส่วนของเงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ของ เงินสะสม + ผลประโยชน์ของเงินสมทบ มารวมเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษี
        

ตัวอย่าง : สมมติว่ามีสมาชิกลาออกจากกองทุน หลังจากทำงานมาแค่ 4 ปี และได้รับเงินจากกองทุน 150,000 บาท โดยเป็นเงินสะสม 40,000 บาท ดังนั้น เงินได้ที่ต้องนำคำนวณเพื่อเสียภาษี จะเท่ากับ 150,000 – 40,000 = 110,000 บาท


     กรมสรรพากร ยังใจดีมากไปกว่านั้นอีก คือในกรณีที่เราเชื่อว่าเราจะสามารถหางานใหม่ได้ในเร็ววัน เราก็สามารถที่จะฝากให้กองทุนฯเขาดูแลเงินของเราไปได้หนึ่งปี โดยยังไม่ต้องรีบไปนำเงินออกมา เมื่อได้งานใหม่ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนกัน ก็ค่อยโยกเงินทั้งหมดมาลงในกองทุนฯใหม่
          
     เพราะอย่างนี้ สำหรับบางคนเมื่อออกจากงาน เงินที่ได้รับจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียวก็สามารถจะทำให้มีชีวิต ในบั้นปลายได้อย่างแสนสุข ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อถึงตรงนี้คุณคงเห็นประโยชน์ของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วนะครับว่า มันเป็น “ตัวช่วย” เรื่องเงินๆทองๆของเราได้มากขนาดไหน สำหรับคนที่มีสิทธิ์แต่ไม่ใช้สิทธิ์ก็เหมือนทิ้งโอกาสทองไปจริงๆ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘