101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 22 "กองทุนเพื่อความมั่งคั่ง"

มาถึงตอนนี้คงมีคนที่ไม่อยากเป็นคนธรรมดาจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงเพื่อพลิกชีวิต โดยมีเป้าหมายสุดท้าย หรือ หลักชัย คือ การมีอิสรภาพทางการเงิน
 
     หลายคนคงเริ่มมีเม็ดเงินเหลือจากรายได้ประจำ หลังจากสามารถจัดการกับภาระการเงินต่างๆจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง
 
     ภาระหนี้สินที่เคยสร้างความทุกข์ใจให้ได้ถูกปลดเปลื้องไป มีการสร้าง “เกราะ” ป้องกันตัวเอง โดยมีเงินกองทุนฉุกเฉิน สำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

     ขณะเดียวกัน มีการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ โดยการลงทุนใน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และยังมีการลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund-RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund-LTF)

     จากนี้ไปเรากำลังจะช่วยกันค้นหาถึงวิธีการสร้างทรัพย์สินให้เพิ่มขึ้น เพื่อความมั่งคั่ง ของแต่ละคน โดยการสร้าง “กอง ทุนเพื่อความมั่งคั่ง” โดย อาศัยเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ประจำ ซึ่งมีเคล็ดลับสำคัญ คือ โครงสร้างการหมุนเวียนระหว่าง การออม-ลงทุน-เงินก้อน-ลงทุน-เงินก้อน

     บรรดาผู้มีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีเกือบทุกคน จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เงินล้านแรกนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากที่สุด แต่เมื่อเราเริ่มมีเงิน 1 ล้านบาทแรกในบัญชี ชื่อผมเถอะครับ เงินล้านที่สอง ล้านที่สาม ก็จะตามมา

     คำถามสำคัญก็คือ ในช่วงแรกของการเริ่มลงทุน ที่เรายังไม่มีเงินก้อน เราควรจะเอาเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นของเราไปวางไว้ที่ไหนถึงจะให้ผลตอบแทนได้ดี ที่สุด
  
     เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายของคุณ แทนที่จะนำเงินไปออมแบบฝากประจำ ที่ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากเพียงน้อยนิด ผมเสนอให้นำรายได้ในส่วนนี้ในแต่ละเดือนไปลงทุนใน “หุ้น” แบบต่อเนื่องในลักษณะ “ฝากประจำ” ทุกๆเดือน ซึ่งก็คือ กลยุทธ์ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging-DCA) ที่ผมเคยแนะนำไว้แล้ว

     วิธีนี้นอกจากจะเหมาะกับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย แต่อยากลงทุนในหุ้นแล้ว ยังช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงของการลงทุนซื้อในช่วงจังหวะที่ไม่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นที่อยู่ในพอร์ตของเราต่ำลง
 
     เพียงแต่คุณต้องกำหนดแผนการลงทุนในแต่ละเดือนของคุณให้ชัดเจนว่าต้องการซื้อ หุ้นอะไรบ้าง และลงทุนเดือนละเท่าไร รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาล่วงหน้าเอาไว้ว่า ต้องการจะซื้อต่อเนื่องไปยาวนานแค่ไหน

     เทคนิคนี้ผมเคยทดลองใช้เองแล้ว ปรากฏว่ามันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ  
ในตอนนั้น ภาวะการเงินของผมเริ่มเข้าที่เข้าทาง พอจะมีเงินออมเหลือในแต่ละเดือน ซึ่งถ้าไม่บริหารจัดการให้ดี เงินจำนวนนี้ก็คงละลายหายไปกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือ ถูกแปลงเป็น “สมบัติไร้ค่า” ในที่สุด

     โปรแกรม DCA จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดี ในการบังคับให้เกิดการออมควบคู่ไปกับการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในหุ้นดีๆที่ผม สนใจ โดยใช้เม็ดเงินไม่มากนักในแต่ละเดือน
 
     1 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก จากจุดเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2547 ผมใช้เงินออมเดือนละ 25,000 บาท ลงทุนซื้อหุ้น 5 ตัว คือ PTT/ SCC/ EGCO/ BBL และ ADVANC

     เมื่อถึงเดือนตุลาคมในปีถัดมา ผมมีหุ้นทั้ง 5 ตัวอยู่ใน Portfolio ของผม โดยมีต้นทุนเฉลี่ยส่วนใหญต่ำกว่า ราคาตลาด ณ เดือน ตุลาคม ปี 2548 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ผมเริ่มลงทุนตามโปรแกรมนี้ยกเว้น ADVANC ที่โดนผลกระทบจาก กรณีที่มีการขายหุ้นให้กับสิงคโปร์จนเป็นชนวนเหตุวิกฤติการเมืองในเวลาต่อมา



     ในช่วงปลายปี 2548 ต่อเนื่องมาจนถึง ปี 2549 บรรยากาศการเมืองยังคงคุกรุ่น ทำให้ผมตัดสินใจชะลอการลงทุน และตัดสินใจขายหุ้น ADVANC ออกไป คงเหลือเฉพาะ หุ้นอีก 4 ตัว ที่ตัดสินใจ “ ถือยาว” เพื่อรอโอกาส
 


     จนถึงราวเดือนตุลาคม 2550 จากเม็ดเงินที่ลงทุนไปประมาณ 3 แสนบาท ผมตัดสินใจขายหุ้นที่มีอยู่ทั้งหมดออกไป ปรากฏว่าผมได้กำไรจากการลงทุนสูงถึง 168,751.09 บาท โดยมาจาก ส่วนต่างของราคา 137,233.63 บาท และ จากเงินปันผลอีก 31,517.36 บาท คิดเป็นกำไรสูงถึง 56.33%
 
     หลายคนคงสนใจวิธีการลงทุนแบบนี้แล้วใช่ไหมครับ ซึ่งโปรแกรมในลักษณะนี้ก็มีบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งที่เริ่มนำมาใช้แต่ยัง ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แต่ระยะหลังๆบรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ.หลายแห่งก็เริ่มนำมาใช้ในการขยายตลาดการลงทุนในกองทุนรวมเช่นกัน

     สำหรับผู้ที่สนใจ คำถามที่หลายคนสงสัยในใจก็คือ หุ้นตัวไหนล่ะที่เราควรซื้อเพื่อลงทุน
  
     วิธีการเลือก “หุ้น”ในดวงใจที่ได้ผลที่สุด ก็คือ เลือกหุ้นที่คุณมีความใกล้ชิดกับมันที่สุด

     ใช่ครับ! หากคุณอยู่ในธุรกิจอะไร คุณย่อมมีความรู้เกี่ยวกับวงจรของธุรกิจนั้นเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้แนวโน้มความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ลองใช้เวลาศึกษาหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่คุณใกล้ชิด และเลือกลงทุนในหุ้นที่อยู่ในวงจรขาขึ้นของวัฐจักรเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน  ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปจนถึงหุ้นรายตัว

     หุ้นที่อยู่ในเป้าหมายของผม นอกเหนือจากดูผลประกอบการในอดีต โดยเฉพาะการจ่ายเงินปันผล สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ทิศทางและอนาคตของธุรกิจ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และทีมงานก็เป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันสภาพคล่องของปริมาณหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดก็เป็นอีกปัจจัยที่ ควรพิจารณา

     คงไม่ต้องถามผมนะครับว่า ทุกวันนี้ผมยังเลือกการลงทุนด้วยวิธีนี้อยู่หรือเปล่า โครงสร้างง่ายๆที่ผมใช้ คือ ใช้โปรแกรม DCA ลงทุนในหุ้นในดวงใจตัวใหม่ๆ ขณะที่นำเงินก้อนที่ได้จากการขายหุ้น DCA ไปวางไว้ในทางเลือกใหม่ๆอย่างอื่นๆที่อาจจะมีความเสี่ยงต่ำลง

     อย่างที่บอกละครับ เมื่อคุณมีเงิน 1 ล้านบาทแรกได้แล้ว ล้านที่สอง ล้านที่สาม มันก็จะตามมาเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘