101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต (ตอนที่ 12 หนี้-ลูกบอลหิมะ)

ก่อนหน้านี้ ผมพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในแนวคิดและการวางแผนทางการเงิน โดย พยายามแนะนำให้คุณทำการบ้านหลายข้อ ทั้งหมดก็เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสหันกลับมาส่องกระจกทบทวนพฤติกรรมเกี่ยวกับ การใช้เงินของตัวเอง

     ถ้าทฤษฎี 80-20 ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ ผมเชื่อว่า คงมีคนส่วนใหญ่ถึงกว่า 80% ที่มีฐานะทางการเงินอยู่ในสถานะค่อนข้างย่ำแย่เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐาน ที่ควรจะเป็น คือ มีงบดุล (มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ) ที่ติดลบ“แดงโร่” มีปัญหาหนี้สินพะรุงพะรัง จนไม่กล้าแม้กระทั่งจะคิดไปไกลถึง การวางแผนเก็บเงินเพื่อ“ต้นทุนชีวิต”ในอนาคตไว้ใช้ในช่วงตอนแก่เฒ่า

     แต่คุณเคยคิดในอีกมุมหนึ่งไหมครับว่า การที่คุณไม่คิดถึงตัวเองในปัจจุบัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้าง“หนี้ชีวิต” ให้กับตัวเองที่จะต้องชดใช้อย่างสาสมในอนาคต ไม่เชื่อคุณลอง “จินตนาการ” ไปไกลขึ้นอีกสักนิด ลองนึกถึงภาพตัวเองยามชราที่อยู่ในสภาพของ “คนไข้อนาถา”ในโรงพยาบาลของรัฐ

     คงน่าเศร้านะครับ...ถ้ามาถึงนาทีนี้ คุณยังคงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพลิกชีวิต เพราะบทสรุปของคุณก็คงเป็นได้เพียงคนธรรมดาๆในสังคมไทยทั่วๆไป ที่มีวิถีชีวิตอยู่แบบคนหาเช้ากินค่ำ เอาแต่ก่นด่า“ชะตาชีวิต” ของ ตัวเองที่เกิดมาจน ป้ายความรับผิดชอบไปให้กับสังคม ตำหนิว่า ทำให้ขาดโอกาส ไม่ได้รับการศึกษา หรืออาจไปไกลถึงขั้นแบ่งแยกชนชั้น และจบลงด้วยการเฝ้ารอคอย“ปาฎิหารย์”ในชีวิตต่อไปจวบจน“สิ้นลม”
 
     อย่าปล่อยให้สถานการณ์ของคุณหนักหนาสาหัสเหมือนที่เกิด ขึ้นกับคุณ K เพราะเมื่อเหตุการณ์เดินไปถึงจุดนั้น การเปลี่ยนแปลงเพื่อพลิกชีวิต มันอาจจะต้องเจ็บปวดจนสุดทน

     หันกลับมายอมรับความจริงเถอะครับว่าตัวเองมีปัญหา ถึงแม้ภาระหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันมันอาจจะเป็นตัว”บั่นทอน”กำลังใจ แต่อย่าให้มันทำลายความคิดและจิตวิญญาณในการ“ต่อสู้” เพื่อปลดพันธนาการและการก้าวไปสู่อิสรภาพของคุณ         

     หากได้ลองย้อนกลับไปศึกษาประวัติชีวิตของ “มหาเศรษฐี” ทั้งโลก คุณจะเชื่อหรือไม่ว่า ทุกคนเคยอยู่ในฐานะยากจน บางคนอาจเคยเผชิญกับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสกว่าคุณเสียอีก แต่ทำไมเขาเหล่านั้นจึงฝ่าฟัน จนก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้

     เพราะอย่างนั้น ไม่ต้องตกใจกับการมีหนี้สิน ทุกคนต่างมีโอกาสที่จะเป็นหนี้ทั้งนั้น แต่ก็อย่าที่ผมเคยแนะนำ “จงเป็นหนี้ต่อเมื่อหนี้นั้นทำให้เรามีโอกาสในการสร้างประโยชน์หรือรายได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต”

     ภายใต้บริบทของสังคมในยุค”ดิจิตอล”แบบปัจจุบัน คำจำกัดความของการเป็นหนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำรงชีวิตไปแล้ว เพราะผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิตแค่หวังผลในระยะสั้นๆ

     “หนูจะเอา หนูจะเอา! หนูจะเอา!!” ภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหนูน้อยกรีดร้อง ลงไปดิ้น ฟูมฟาย บนลานกว้างของห้างสรรพสินค้าฯ เพื่อเรียกร้องแกมบังคับให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อสิ่งที่ต้องการให้ คงเป็นภาพสะท้อนได้ดีถึงพฤติกรรม “ฉันต้องการมันเดี๋ยวนี้ ของผู้คนในยุคปัจุบัน   

     เพราะทัศนคติผิดๆเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินแบบนี้ ทำให้ชนชั้นกลางของไทยต้องตกลงสู่หุบเหวแห่งหนี้สินจากสินเชื่อเพื่อบริโภคที่เป็นตัวสร้างให้เกิด“หายนะแห่งยุคสมัย” ในเวลานี้

     ชนชั้นกลาง และมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะใช้ชีวิต“แบบเดือนชนเดือน” และมักจะก่อหนี้จากสินเชื่อเพื่อบริโภคด้วยเหตุผลหลักคือ ตอบสนองความต้องการเดี๋ยวนี้ของตัวเอง

     “ไม่พกเงินสด เพราะกลัวโดนปล้น” เป็นข้ออ้างที่ขำไม่ออกของบางคนในการใช้บัตรเครดิต แต่คนพวกนี้ไม่ได้ตระหนักเลยว่า การใช้บัตรเครดิตก็เหมือนกับการโดนปล้นโดยไม่รู้ตัว ไม่เชื่อลองคิดดูว่า หลังจากการไปเที่ยวเมืองนอกครั้งล่าสุด คุณต้องกลับมาใช้หนี้บัตรเครดิตเป็นจำนวนเท่าไร!!!

     แทนที่จะใช้ข้ออ้างที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยในแบบนั้น ทำไมไม่ลองเปลี่ยนมุมคิดเสียใหม่ว่า “การ ใช้เงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบากไปซื้อ“สมบัติบ้า”ที่ไร้ค่ามันก็แย่พอ แรงอยู่แล้ว แต่มันยิ่งโง่ทวีคูณขนาดไหนกับการที่เอาเงินในอนาคตไปซื้อสมบัติไร้ค่าเหล่า นั้น เพียงเพราะความต้องการชั่ววูบ”

     การใช้ชีวิตอยู่บนความต้องการเดี๋ยวนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่นำตัวเองถลำลึกลงสู่หุบเหวแห่งหนี้สิน เพราะเมื่อไรที่รายรับไม่พอกับรายจ่าย วิธีแก้ปัญหาแบบมักง่ายไร้วินัยที่สุดที่จะทำก็คือ การรูดบัตรเครดิต ยืมเงินในอนาคตมาใช้ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็มักจะอยู่ในสภาพสำลักหนี้สิน

      แต่เชื่อผมเถอะครับ ถ้าเมื่อไรที่คุณถึงทางตัน หวังจะไปหยิบยืมใคร เพื่อล้างหนี้บัตรเครดิต “แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเลย” ไม่มีใครเขาเห็นใจหรอก

     “อย่าใช้เงินที่ไม่ใช่เงินของคุณ” คาถาบทนี้ผมจำได้ขึ้นใจหลังจากประจักษ์กับพลานุภาพที่แสนโหดร้ายของอัตรา ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเบี้ยปรับที่แสนโหดของ ไอ้เจ้าบรรดาบัตรพลาสติก ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรเงินผ่อน หรือแม้แต่บัตรสมาชิก ห้างสรรพสินค้า

     เริ่มต้นทันทีในวันนี้ เพราะอย่างที่ผมเคยย้ำ 80% ของผลลัพธ์ย่อมอยู่ที่การกระทำ ไม่ได้อยู่ตรงที่คุณมีความรู้มากน้อยแค่ไหน

     วิธีหนึ่งที่ผมจะแนะนำ คือการ “แก้เผ็ด” กับบรรดาหนี้หฤโหดเหล่านี้ คือใช้กลยุทธ์ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ด้วยการใช้วิธีล้างหนี้แบบลูกบอลหิมะ (Snow ball)

     เริ่มจากการทำบันทึกรายการหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ และเรียงลำดับหนี้จากน้อยที่สุดไปหามากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าหนี้แต่ละก้อนมีอัตรดอกเบี้ยสูงขนาดไหน “โฟกัส” อยู่ตรงหนี้ที่ยอดคงค้างที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุด

     เพราะผลลัพธ์จากการกระทำสำคัญที่สุด ประกายแห่งความหวัง หรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะถูกจุดขึ้นทันทีที่คุณสามารถปลดพันธนาการจาก หนี้ก้อนเล็กที่สุดได้สำเร็จ 
  
     หลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป นำเงินที่เคยจ่ายค่างวดชำระหนี้ก้อนนั้นมารวมกับ “เงินพิเศษ” ที่คุณหาทางเพิ่มรายได้ มาชำระหนี้ที่ค้างชำระน้อยที่สุดในลำดับถัดมา “นับถอยหลัง” แบบนี้ไปเรื่อยๆเหมือนการเคลื่อนตัวของลูกบอลหิมะ แต่ระวังในการรักษาความต่อเนื่องในการจ่ายชำระยอดขั้นต่ำของหนี้ทุกรายการ เอาไว้ด้วย

     คำถามที่หลายคนอาจจะคิดอยู่ในใจว่า ฉันจะเอาเงินที่ไหนมาล้างหนี้ก้อนแรก เพราะทุกวันนี้ก็อยู่ในสภาพ“ชักหน้าไม่ถึงหลัง”อยู่แล้ว

     วิธีที่ได้ผลชะงัดที่สุดก็คือ “ตัดใจ”ขายสมบัติบ้าที่ไร้ ค่าสำหรับคุณออกไปให้มากที่สุด เชื่อผมเถอะครับลองกลับไปเปิดตู้เสื้อผ้า รื้อลิ้นชัก ของคุณดู บางทีไอ้เจ้าสมบัติบ้าเหล่านี้มันอาจจะยังพอมีค่าในสายตาของคนอื่น และอาจจะเป็นตัวช่วยยามคับขันของคุณก็เป็นได้

     อย่าลืมนะครับ!!! สิ่งที่ต้องระวังที่สุดก็คือ ทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจะใช้ในการล้างหนี้ต้องมาจากเงินของคุณเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘