101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต (ตอนที่ 11 หนี้ หายนะแห่งยุคสมัย)

มีคนถามผมว่า ในระหว่างเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงเพื่อ “พลิกชีวิต” ของผมนั้นมันยากลำบากมากขนาดไหน ตอบแบบไม่ต้องอายเลยครับว่า มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่หลังจากเกือบสองปีแห่งความทุกข์เข็ญ ในที่สุดผมก็สามารถผ่านพ้นมรสุมชีวิตในครั้งนั้นมาได้

     ในห้วงเวลาที่คุณต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ ไม่มีอะไรที่จะกระตุ้นพลังในการต่อสู้ของคุณได้ดีไปกว่าการมองไปข้างหน้า และเริ่มก้าวเดินเพื่อไปสู่อิสรภาพ ทั้งๆที่รู้ว่าบนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เราต้องเจ็บปวด แต่ก็อย่างที่ผมย้ำบ่อยครั้ง ปัจจัยสำคัญของการพลิกชีวิต คือ “จิตวิญญาณของผู้ไม่ยอมแพ้” 

     เพราะความมุ่งมั่นและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ทำให้ อดีตประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลลา ของสาธารณรัฐอาฟริกาใต้ สามารถกล้ำกลืนยอมใช้ชีวิตอยู่ในคุกอยู่ถึง 27 ปี กว่าจะได้รับการปลดปล่อยตัวออกมาในปี 2533 และสามารถก้าวขึ้นเป็นประธานาธิดีผิวสีคนแรกในระหว่างปี 2537-2542 โดยมีเกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ในการหลอมรวมประเทศที่มีการแบ่งแยกผิวสีให้เป็น หนึ่งเดียวกันได้ในเวลาต่อมา

     “ก้าวแรกที่กล้าเดินออกไป อาจจะยากลำบาก แต่ดีกว่าไหมที่จะไม่ต้องเจ็บปวดสาหัสยิ่งกว่าในวันข้างหน้า และเมื่อถึงวันนี้ ทุกอย่างอาจจะสายเกินไป”
__________________________________________________________

     “ดิฉันมีหนี้ส่วนตัวที่เยอะมากค่ะ สาเหตุเพราะนำเงินที่ได้จากบัตรพวกนี้มาลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายแล้วไม่ประสบ ผลสำเร็จ ประกอบกับต้องผ่อนบ้านและรถยนต์ จึงเป็นเหตุให้มีหนี้สินยุบยับไปหมด เช่น Easy, Aeon, First Choice และบัตรเครดิตอีก 3 ใบ รวมกับผ่อนบ้านและผ่อนรถยนต์ ดิฉันต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท จึงจะสามารถผ่อนได้ ต้องทำอย่างไรก่อนดีคะ เพราะรายได้แค่ 2.2 หมื่นบาทเท่านั้นเอง”
                                                                                                  (จากคุณ K)
__________________________________________________________

     คำถามจากคุณ K เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นชัดถึง “หายนะแห่งยุคสมัย” ที่เกิดขึ้นกับชนชั้นกลางของไทย ที่กำลังเผชิญอยู่เป็นส่วนใหญ่ และคงต้องยอมรับความจริงว่าฐานะทางการเงินของคุณ K อยู่ในขั้นวิกฤติถึงขนาดต้องผ่าตัดใหญ่กันเลยทีเดียว
 
     ข้อมูลที่คุณ K ให้มาส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ กระแสเงินสด (Cash flow) ที่สะท้อนรายรับ-รายจ่าย รายเดือนที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่แทนที่จะตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ หัวหมุนกับการหาเงินมาเพื่อชำระหนี้แบบเดือนต่อเดือน คุณ K ต้องตั้งสติแล้วมองย้อนกลับมาที่ภาพใหญ่เสียก่อน

ความมั่งคั่งสุทธิ (Net worth) = ทรัพย์สิน-หนี้สิน
  
     ความมั่งคั่งสุทธิ (Net worth) ก็ไม่ต่างอะไรกับ “งบดุล” (Balance sheet) ของบริษัท หากคุณ K ต้องการให้ตัวเลขงบดุลกลับมาเป็น “บวก” วิธีแก้สมการที่ง่ายที่สุดก็คือ “การวางเงินใหม่ให้ถูกที่” โดยการทำตัวเลขฝั่งหนี้สินให้ลดลง เพื่อดึงเอาทรัพย์สินที่คุณควรจะได้กลับคืนมาแทนที่จะยกไปให้คนอื่นเหมือน ที่ผ่านมา เพียงแค่นี้ตัวเลขฝั่งทรัพย์สินของคุณ K ก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

     “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ไอ้เจ้าเสียงเล็กๆกำลังมากระซิบดังๆข้างหูของคุณ “ถ้ามันง่ายขนาดนั้นเธอก็คงไม่มีปัญหาอย่างทุกวันนี้หรอก”
  
     แต่คุณคิดเหมือนผมไหมครับว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้งบดุลหรือฐานะการเงินของคุณ K “แดงโร่” ขนาดนี้ ก็เพราะการติด “กระดุมเม็ดแรก” ที่พลาดไป จากการไป “รูด” บัตรเครดิต หรือบัตรเงินผ่อน เพื่อนำเงินสดมาซื้อเสื้อผ้าไปขาย เมื่อเกิดปัญหาขาดทุนจึงทำให้ กระแสเงินสด (Cash flow) ของคุณ K เริ่มมีปัญหา “ติดลบ” ชักหน้าไม่ถึงหลังในแต่ละเดือน จนเป็นเหตุให้มีหนี้สินพะรุงพะรังไปหมด ทั้งบัตรเครดิต และบัตรเงินผ่อนถึง 6 ใบ !!!

     สิ่งที่คุณ K ต้องจัดการโดยเร็วที่สุดคือ การกำจัด “หนี้เลว” ประเภทนี้แหละ เพราะมันคือตัวการที่ฉุดกระชากคุณให้ถลำลึกลงไปสู่หุบเหว ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิมะ (Snow ball) ที่กำลังพาคุณ K กลิ้งลงสู่หุบเหวที่แสนลึก แถมยังลูกใหญ่ขึ้นทุกๆนาทีเพราะอัตราดอกเบี้ยที่แสนจะหฤโหด
 
     คำถามคือจะกำจัดหนี้เลวเหล่านี้อย่างไร คุณ K อาจจะยังโชคดีที่มีบ้านที่อยู่ในฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากบ้านอยู่ในทำเลที่ดี มันอาจจะเป็น “กุญแจ” สำคัญในการช่วยให้คุณกำจัดหนี้จากบัตรเครดิตทั้ง 6 ใบของคุณได้ โดยการ “รีไฟแนนซ์” หนี้บ้าน ด้วยการกู้เงินก้อนใหม่จากธนาคารฯเพื่อนำไปใช้คืนหนี้ก่อนก้อนเก่า

     ถ้าโชคดีบ้านของคุณ K อาจจะอยู่ในทำเลที่ดี สามารถตีราคาได้สูงขึ้นกว่ายอดหนี้คงค้างที่มีอยู่ แถมอาจจะได้เงื่อนไขพิเศษอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำในระยะต้นของการผ่อนชำระ หรือสามารถเจรจายืดเวลาการผ่อนชำระออกไปให้นานขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์ฯกำลังแข่งกันปล่อยสินเชื่อประเภทนี้

     เงินส่วนต่างที่เหลือจากการรีไฟแนนซ์บ้านอาจช่วยให้คุณสามารถนำไปชำระหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อเพื่อการบริโภคของคุณได้
  
     แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ ก่อนที่จะนำเงินไปชำระหนี้คงค้าง ควรลองเจรจาเพื่อให้เขาลดดอกเบี้ยเพื่อแลกกับการปิดยอดคงค้างของคุณด้วย

     สำหรับรถยนต์นั้น ผมคาดว่าคงเป็นปัจจัยที่ 5 ที่คุณคงไม่อยากเสียไป ยกเว้นถ้ามันสาหัสจริงๆก็อาจต้องยอมตัดใจขายทิ้งไป เพื่อปิดยอดหนี้ในส่วนนี้

     หาก คุณ K สามารถกำจัดหนี้ส่วนบุคคลที่เป็นภาระอยู่ในเวลานี้ลงไปได้ ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะยอดหนี้สินหลายรายการจะหายไป ทำใหภาระรายจ่ายต่อเดือนลดลง

     แต่ในขณะเดียวกัน คุณ K ก็ควรจะลองทบทวนตัวเองเกี่ยวกับการทำธุรกิจเสื้อผ้าว่า มันสามารถที่จะกอบกู้ขึ้นมาให้ดีขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาจากรายได้ที่มีเพียงประมาณเดือนละ 2.2 หมื่นบาท มันทำให้น่าคิดว่า ควรเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น หรือหางานใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ประจำที่ดีกว่า ควบคู่ไปกับการหางานพิเศษอย่างอื่นเพื่อเพิ่มรายได้หรือไม่

     เริ่มต้นลงมือเลยครับ รีบปีนขึ้นมาจากหุบเหวแห่งหนี้สิน และอย่าลืมบทเรียน “จงเป็นหนี้ต่อเมื่อหนี้นั้นทำให้เรามีโอกาสในการสร้างประโยชน์หรือรายได้ เพิ่มมากขึ้นในอนาคต”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘