101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต (ตอนที่ 10 เป้าหมายชีวิต)

เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่ผมเผชิญวิบากกรรม และพยายามค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง คำถามสำคัญที่วนเวียนอยู่ในหัวของผม นอกจากการค้นหาหนทางไต่ขึ้นมาจากหุบเหวแห่งหนี้สินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือ
การกำหนดเป้าหมายในชีวิต เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับตัวเอง ผมจึงตั้งคำถามให้กับตัวผมเองว่า ต้องมีเงินมากสักเท่าไร?


     หลายคนอาจคิดว่า “ ยิ่งมากยิ่งดี” แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะผมเชื่อว่า “ทุกสรรพสิ่งต้องมีความงามและความพอดีอยู่ในตัว” ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

     ไม่มีใครปฏิเสธว่า การที่คนเราต้องหาเงินก็เพราะ “ตราบใดที่เรายังไม่ตาย เราก็ยังจำเป็นต้องใช้เงิน” แต่ผมเชื่อว่า ความมหัศจรรย์ของชีวิตไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินมากมายล้นฟ้า แต่อยู่ที่การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดชีวิตโดยไม่ต้องเป็นห่วงและปราศจาก ความกลัวเรื่องเงินๆทองๆเหมือนในอดีต

     มีเศรษฐีบางคนที่นั่งอยู่บนกองเงินกองทอง แต่ชีวิตกลับ “จม” อยู่บนกองทุกข์ เพราะความไม่รู้จักพอ ต้องการทั้งเงิน และอำนาจ ทำให้บทสรุปต้องจบลงด้วยการเผชิญวิบากกรรมในชีวิตอย่างแสนสาหัส
  
     เป้าหมายสำคัญจึงน่าจะอยู่ตรงที่ การมีเงินใช้ชีวิตอย่างสบายในแบบของผมและของคุณแต่ละคน เพราะเมื่อเรามีอิสรภาพด้านการเงิน เราก็จะได้รับอิสรภาพด้านจิตใจตามไปด้วย

     คงมีบ่อยครั้งที่ คุณตื่นขึ้นมาจากความฝัน ลุกขึ้นแต่งตัวขับรถไปทำงานด้วยความเหนื่อยหน่าย รู้สึกเหมือนทหารที่กำลังจะต้องเดินเข้าสู่สนามรบอีกวันหนึ่ง

     ทันใดนั้นคุณก็ฝันทั้งๆที่ยังตื่นอยู่ว่า จะดีแค่ไหนถ้าฉันมีเงินเยอะๆ แล้วลาออกมาจากชีวิตการทำงานที่ต้องเผชิญกับเจ้านายและงานที่แสนเส็งเคร็ง แบบนี้เสียที

     แต่เมื่อตกเย็นคุณก็ยังคงทำเหมือนเดิม คือออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงจนดึกดื่น ก่อนที่จะพยุงร่างกายที่เมามายกลับบ้านพร้อมกับรำพึงรำพันในใจว่า “เมื่อไรกูจะรวย?”

     คุณปล่อยให้ชีวิตของคุณก็ดำเนินต่อไปแบบคนธรรมดาๆสามัญทั่วไป จนมารู้สึกตัวอีกทีเมื่ออายุล่วงเข้ามาวัยกลางคนเหมือนผม จึงเพิ่งเริ่มฉุกคิดขึ้นว่า ฉันจะอยู่อย่างไรยามแก่เฒ่า

     ใช่ครับ!!!คุณจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อคุณต้องเกษียณออกมาจากงาน หากคุณไม่เตรียมความพร้อมในเรื่องเงินเอาไว้ล่วงหน้า

     คุณรู้หรือไม่ ทุกวันนี้สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของ ประชากรครั้งใหญ่ โดยก้าวไปสู่ “สังคมของผู้สูงอายุ” เหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น
  
     มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2560 สังคมไทยจะมีประชากรวัยเด็กเหลือเพียง 20% ขณะที่คนวัยทำงานมีประมาณ 65% จากแนวโน้มอัตราการเกิดและการแต่งงานของคนในวัยทำงานที่ลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่นิยมเป็นโสดกันมากขึ้น

     ขณะที่ปัจจุบัน จากประชากรวัยทำงานทั้งหมดกว่า 36.5 ล้านคน มีเพียง 14 ล้านคนเท่านั้นที่มีหลักประกันด้านรายได้ ผ่านกลไกของการออมภาคบังคับของภาครัฐ และกึ่งบังคับของภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ที่เหลืออีกกว่า 22.5 ล้านคน หรือราว 60% ของผู้มีงานทำยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้ใดๆในชีวิต

     ที่น่าตระหนกไปกว่านั้นก็คือ ประชากรวัยสูงอายุกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะสูงถึง 15% ในปี 2560 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน
อธิบายอย่างง่ายๆก็คือในอีกไม่ถึง 10 ปี คนที่เคยอยู่ในวัยทำงานในปัจจุบันที่ขาดการวางแผนชีวิตในเรื่องเงินๆทองๆ ไม่มีหลักประกันทั้งด้านรายได้ และสุขภาพใดๆจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส

     ลองถามตัวเองดูหรือยังครับว่า เมื่อถึงวันนั้น แค่ลำพังตัวคุณคนเดียวให้รอดไม่เป็นภาระคนอื่น คุณเตรียมหลักประกันด้านรายได้ไว้แล้วหรือยัง และมันมีมากพอที่จะทำให้คุณมีชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสบายๆแล้วหรือไม่

     แน่นอนแต่ละคนย่อมมีความต้องการใช้เงินในช่วงบั้นปลายชีวิตแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความพอเพียงของแต่ละคน

     แต่หากเราอยู่บนสมมุติฐานเหมือนกัน คือคนไทยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 75 ปี ก็หมายความว่าเราจะต้องมีชีวิตอยู่หลังเกษียณไปอีกประมาณ 15 ปี แต่ตามตำราเขาบวกตัวเลขไปอีก 10 ปี สำหรับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล รวมเป็น 25 ปี

     สมมุติว่า คุณกำหนดเป้าหมายว่าหลังเกษียณขอมีเงินใช้เพียงแค่เดือนละ 20,000 บาท ก็หมายความว่า คุณจะต้องใช้เงินประมาณ 6 ล้านบาท!!!

     ใจเย็นๆอย่าเพิ่งตกใจครับ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงิน 6 ล้านบาท ณ วันที่คุณเกษียณจริงๆหรอก แต่คุณต้องมี “ต้นทุนชีวิต” หรือความมั่งคั่งสุทธิในเวลานั้น เพียงประมาณ 3.46 ล้านบาท ตามตัวเลขที่มีผู้เชี่ยวชาญเขาคำนวณเอาไว้ เพราะคุณก็สามารถอาศัยผลตอบแทนจากการลงทุนที่เฉลี่ยประมาณสักปีละ 5% จาก “ต้นทุนชีวิต” ที่มีเพื่อให้สามารถมีเงินใช้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาทได้อย่างสบายๆ

     จำนวนเงินที่จะใช้เป็นต้นทุนชีวิตจะมากขึ้นแค่ไหนก็อยู่ที่แต่ละคนตั้งเป้า หมายที่จะมีเงินใช้ต่อเดือนสักเท่าไร ซึ่งสามารถดูได้จากตารางประกอบ 


     ณ จุดนี้ เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายชีวิตแล้วว่า จะต้องมี “ต้นทุนชีวิต” ณ วันเกษียณ ด้วยเม็ดเงินสักเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำจากนี้ไปก็เหลือแค่การเดินต่อไปในเส้นทางของปฏิบัติการพลิก ชีวิต โดยพยายามสลัดภาระหนี้สิน และสร้างฐานเงินออมและการลงทุนให้ได้เร็วที่สุดนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้น ไป

     อย่าปล่อยให้ “เวลาที่แสนมีค่า” ผ่านเลย เริ่มต้นวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!!!

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘