อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis)

อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายการที่สำคัญๆ ในงบการเงิน และเป็นเครื่องมือในการประเมินสถานะของบริษัท โดยสามารถนำไปใช้พิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราส่วนทางการเงินของงบบริษัทอื่น หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอัตราส่วนต่างๆ ทางการเงินสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 สภาพคล่องของกิจการ

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เท่ากับ สินทรัพย์หมุนเวียน ต่อ หนี้สินหมุนเวียน
อัตราส่วนชนิดนี้ จะแสดงถึงฐานะทางการเงินระยะสั้นของบริษัท หรืออธิบายอย่างง่ายว่า ภาระผูกพันที่บริษัทต้องชำระในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ถูกครอบคลุมโดยเงินสดและทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายมากน้อยเพียงไร หากผลลัพธ์ที่ได้มีค่าสูง แสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้ได้ทันตามเวลาที่ครบกำหนด อัตราส่วนชนิดนี้มีหน่วยเป็นเท่า

กลุ่มที่ 2 ความสามารถในการทำกำไร และผลตอบแทนจากการลงทุน

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income Margin) เท่ากับ ( กำไรจากการดำเนินงาน X 100 ) ต่อ ยอดขาย
ผลลัพธ์ที่ได้แสดงถึงความสามารถในการจัดการ และรายได้จากการขายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว อัตราส่วนชนิดนี้
เป็นตัวบอกระดับความสามารถในการทำกำไรในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของรายได้ และการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัททั้งด้านการผลิต การตลาด และการดำเนินงาน หากอัตราส่วนนี้มีค่าสูง นั่นหมายถึง บริษัทมีความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการได้ดี อัตราส่วนชนิดนี้มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์

อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด (Return on Asset : ROA) เท่ากับ ( กำไรสุทธิ X 100 ) ต่อ สินทรัพย์ทั้งหมด

แสดงถึงระดับผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมของบริษัทว่าอยู่ในระดับใด และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์เป็นเท่าไร
เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ ย่อมหมายถึงโอกาสที่บริษัทจะสามารถทำกำไรสูงขึ้น ROA เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการดำเนินงาน ยิ่ง ROA มีค่ามากเท่าไร แสดงว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรจากการใช้สินทรัพย์ได้ดีเท่านั้น อัตราส่วนชนิดนี้มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์

อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) เท่ากับ ( กำไรสุทธิ X 100) ต่อ ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด
อัตราส่วนชนิดนี้แสดงให้ทราบว่าเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนในกิจการนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นเป็น
เท่าไร อัตราส่วนชนิดนี้เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรของกิจการ หากอัตราที่ได้มีค่าสูง นั่นแสดงว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน ซึ่งผลตอบแทนดังกล่าวอาจสะท้อนมาในรูปของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น หรือการได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล อัตราส่วนชนิดนี้มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์

กลุ่มที่ 3 ความสามารถในการชำระหนี้


อัตราส่วนหนี้ต่อส่วนของเจ้าของ (Debt-to-Equity Ratio : D/E Ratio) เท่ากับ หนี้สินทั้งหมด ต่อ ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด
D/E Ratio แสดงถึงสัดส่วนของเงินทุนภายนอกต่อเงินทุนภายในของบริษัท หรือเข้าใจอย่างง่ายว่า บริษัทมีเงินกู้ยืมเป็นกี่เท่าเมื่อเทียบกับทุนของบริษัท นักลงทุนสามารถนำค่า D/E Ratio มาพิจารณาความเสี่ยงในการลงทุนได้ เช่น ถ้าค่า D/E Ratio มีค่าสูงก็หมายความว่าสินทรัพย์ในบริษัทนั้นเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน บริษัทก็ต้องนำรายได้มาจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้ยืม ซึ่งถ้ายอดหนี้สูง ดอกเบี้ยจ่ายย่อมสูงตามด้วย จนอาจทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับผลตอบแทนจากการ
ลงทุนอย่างเต็มที่ หรือในแง่ของเจ้าหนี้ ยิ่งบริษัทมีค่า D/E Ratio สูงเท่าไร ความเสี่ยงในการให้กู้ยืมเพิ่มเติมย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น

จะซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาเท่าใด

นักลงทุนจะตัดสินใจลงทุนซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาเท่าใดจึงเหมาะสม ในที่นี้คงไม่มีใครสามารถกำหนดระดับราคาที่
แน่นอนได้ ปกติแล้ววิธีการที่นักลงทุนสามารถทราบถึงความเหมาะสมของราคา หรือมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อนั้น สามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น การหามูลค่าตามบัญชี (Book Value) หรือการหาอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น
(P/E Ratio) แต่ทั้งนี้ การจะเลือกวิธีการใดมาพิจารณานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และประเภทของธุรกิจนั้นๆ ด้วย โดยในที่นี้ จะขอเสนอวิธีการหา ค่า P/E Ratio (Price/Earning Ratio)
อัตราส่วนชนิดนี้เป็นการสะท้อนว่าราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นเป็นกี่เท่าของกำไร ถ้าหลักทรัพย์มีค่า P/E Ratio สูง
นักลงทุนอาจยินดีซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวในราคาสูง เนื่องจากคาดการณ์ว่าผลกำไรของบริษัทดังกล่าวจะขยายตัวในอัตราที่สูง
และอัตราส่วนชนิดนี้มีหน่วยเป็นเท่า
P/E Ratio เท่ากับ ราคาตลาดของหุ้นตัวนั้นๆ หารด้วย กำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรนำค่าต่างๆ ของอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทไปเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี
ก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบแบบไตรมาส หรือแบบปี หรือเปรียบเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้
นักลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ นักลงทุนควรระมัดระวังในการแปลความอัตราส่วนต่างๆ เพราะอัตราส่วนทางการเงินเป็นเพียงข้อมูลเชิงปริมาณ จึงควรนำข้อมูลเชิงคุณภาพมาพิจารณาประกอบการลงทุนด้วย เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘