เลือกหุ้น P/E สูงหรือต่ำดี

หลายๆ ท่านอาจจะเคยรู้จักกับอัตราส่วนตัวนี้มาบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างว่า มันสามารถช่วยในการวิเคราะห์การลงทุนของท่านได้อย่างไร ก่อนอื่นมารู้จักความหมายของ P/E Ratio กันก่อน แล้วค่อยมาดูกันต่อว่ามันมีประโยชน์ต่อการเลือกลงทุนของเราอย่างไร (ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bkkonline.com/investment)
P/E Ratio เป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ลงทุนยินดีจะจ่ายเงินซื้อหุ้นนั้นเป็นกี่เท่าของทุกๆ 1 บาทของกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งมีสูตรการคำนวณดังนี้
P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น
กำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือนของหุ้น
หุ้นที่มี P/E สูงหมายถึงว่า เรายอมที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อเทียบกับหุ้นอีกตัวที่ P/E ต่ำกว่า หลายคนจึงมักจะบอกว่าหุ้นที่มี P/E สูงคือหุ้นแพง และหุ้นที่มี P/E ต่ำคือหุ้นถูก ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกน่าจะมีโอกาสกำไรมากกว่าซื้อหุ้นที่แพง แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่ใช่ทุกครั้งไปที่จะได้ผล บางครั้งการซื้อหุ้นที่มี P/E Ratio สูงกลับมีผลกำไรดีกว่าการซื้อหุ้นที่มี P/E Ratio ต่ำ เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวมีลักษณะไม่เหมือนกัน และไม่ได้เป็นไปตามข้อสมมติฐานที่สมมติดังกล่าว โดยปัจจัยที่เราไม่ได้พิจารณาคือ
1. การเพิ่มขึ้นและลดลงของกำไร หุ้นที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกำไรมักจะมี P/E Ratio สูง ในขณะที่หุ้นที่มีแนวโน้มการถดถอยของกำไรจะมี P/E ต่ำ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการทำกำไรก็จะมีผลต่อราคา เช่น หากผู้ลงทุนมองหุ้นตัวหนึ่งเป็น Growth Stock สมควรที่จะซื้อขายที่ P/E สูงๆ แต่ถ้าวันนึงมีปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจที่ทำให้หุ้นตัวนี้จะไม่มีการขยายตัวของกำไรสูงอย่างที่คาด ทำให้ผู้ลงทุนประเมิน P/E ที่เหมาะสมของหุ้นให้ต่ำลง จึงพากันเทขายหุ้นออกมา หุ้นตัวนั้นก็จะมีราคาลดลงอย่างรวดเร็ว
วิธีการใช้ P/E Ratio อย่างง่ายๆ ในการดูว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูกหรือแพงอย่างคร่าวๆ คือ หุ้นที่น่าลงทุนไม่ควรจะมี P/E Ratio สูงกว่าการขยายตัวของกำไร หรือก็คือการหา PE to Growth Ratio คือ การนำ P/E หารด้วย Growth หุ้นตัวไหนยิ่งมีค่าต่ำกว่า 1 มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เช่น หุ้น A จะมีการขยายตัวของกำไรในอีก 3 ปีข้างหน้าประมาณ 15% ต่อปี หุ้นตัวนี้ก็ควรจะมี P/E Ratio ไม่เกิน 15 เท่า ดังนั้น ถ้าหุ้นตัวนี้มี P/E 8 เท่าก็น่าพิจารณาซื้อ เป็นต้น
บทความสำหรับผู้ลงทุน
2. ความเสี่ยงของกิจการและความผันผวนของกำไร
หุ้นที่มีความเสี่ยงสูงจะมี P/E ต่ำกว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า P/E คือระยะเวลาคืนทุน ดังนั้น หากเราดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยง เราก็ย่อมจะต้องการให้ธุรกิจคืนทุนเร็วๆ หรือต้องการให้ P/E ต่ำๆ นั่นเอง
3. ปัจจัยอื่นๆ
• คุณภาพของผู้บริหารและ Good Governance ถ้าบริษัทมีผู้บริหารที่ดี มีความสามารถ หุ้นของบริษัทก็จะมี P/E สูง
• สภาพคล่องของหุ้น หุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่มักจะมี P/E สูงกว่าหุ้นที่มี Market Cap เล็กที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ดีก็ตาม เนื่องจากกองทุนและผู้ลงุทนต่างชาติจะให้ความสนใจมากกว่า เพราะจำนวนที่ต้องการซื้อแต่ละครั้งค่อนข้างมาก หากซื้อหุ้นตัวเล็กจะซื้อขายลำบาก ทำให้หุ้นขนาดใหญ่มี P/E สูงกว่า
นอกจากที่เราดูเปรียบเทียบหุ้นแบบตัวต่อตัวแล้ว เราควรจะดู P/E Ratio เปรียบเทียบกับ P/E ตลาดและอุตสาหกรรมด้วย จะได้เปรียบเทียบดูว่าหุ้นนั้นมี P/E ที่สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานของตลาดและอุตสาหกรรม
สำหรับท่านที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ใน SETSMART ก็มีหลายๆ ฟังก์ชั่นที่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ P/E Ratio ได้ เช่น ถ้าท่านต้องการดู P/E ตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรม ท่านสามารถใช้ฟังก์ชั่นดัชนีอุตสาหกรรม (Sectoral Indices) หรือฟังก์ชั่นข้อมูลเปรียบเทียบหมวดอุตสาหกรรม (Sector Comparison) แต่ถ้าท่านต้องการดูเป็นรายหลักทรัพย์ สามารถเรียกดูได้จากฟังก์ชั่นการจัดอันดับ (Top Ranking) ฟังก์ชั่นข้อมูลเปรียบเทียบรายหลักทรัพย์ (Stock Comparison) ฟังก์ชั่นข้อมูล Highlight ของบริษัท (Company Highlight) และฟังก์ชั่นการซื้อขายในอดีต (Historical Trading)
อย่างไรก็ตาม ในการเลือกลงทุน P/E Ratio เป็นแค่ข้อมูลหนึ่งในประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ผู้ลงทุนควรจะต้องดูหลายๆ ข้อมูลประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางการเงิน หรือแม้แต่ข่าวต่างๆ เกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจลงทุน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘