ตอนที่ 62. บุพเพสันนิวาส

คนโบราณเชื่อกันว่าบุพเพสันนิวาสคือการที่ได้อยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้มาอยู่ร่วมกันในชาตินี้ และคตินี้ก็มีมาช้านาน มีมาอย่างกว้างขวางแทบจะทั่วทั้งประเทศก็ว่าได้ ดังนั้นใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อคติเรื่องบุพเพสันนิวาสก็ตามที แต่คนที่เชื่อเรื่องนี้ก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และมีอยู่ตลอดมาไม่ว่ายุคใดสมัยใด

            การที่คนเราพบเห็นกันในครั้งแรกนั้น บ้างก็รู้สึกเฉย ๆ บ้างก็รู้สึกชิงชังรังเกียจ บ้างก็รู้สึกต้องตาต้องใจ บ้างก็รู้สึกผูกสมัครรักใคร่อย่างลึกซึ้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้พูดจาพาทีกันมาก่อนเลยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือจับพลัดจับผลูให้รู้สึกเช่นนั้น

            ความรู้สึกเช่นนี้นี่แหละที่ว่ากันว่าเป็นบุพเพสันนิวาส คือเป็นความคุ้นเคยใกล้ชิดที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงเป็นเหตุให้สะดุดตาสะดุดใจและมีความรู้สึกต่อกันในประการดังที่ได้กล่าวมา

            ในพลันที่ผมเห็นหญิงสาวในชุดนักศึกษาพยาบาลเป็นครั้งแรกนั้น ก็รู้สึกถูกตาต้องใจ ผูกพันใจจิตใจอย่างลึกซึ้ง มีความรู้สึกอย่างลึกล้ำเกิดขึ้นในใจว่าสตรีผู้นี้แหละคือคู่ครองของตัวเราเป็นแม่นมั่น

            เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำยิ่งกว่าสาวเจ้าที่ผมเคยรู้จักเมื่อครั้งสำนักอยู่ที่บ้านของมนูญผล เพราะแม้จะเป็นความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ แต่ระดับของความลุ่มลึกหนักหน่วงนั้นต่างกันอย่างชัดเจน

            แต่ถึงกระนั้นกรณีของสาวเจ้าแห่งตลาดวัดเทวราชกุญชรนั้นก็ได้ก่อให้เกิดความต้องตาต้องใจและนำไปสู่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแน่นแฟ้นในเวลาต่อมา จนกล่าวได้ว่าสาวเจ้าคือสตรีคนแรกในกรุงเทพฯ ที่ผมมีความผูกพันฉันท์เพื่อนหญิง

            เพราะหลังจากสาวเจ้าได้แสดงอาการท่าทีห่วงใยในยามดึกวันนั้นแล้ว ไม่ช้านานก็สามารถส่งสัญญาณความห่วงใยที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก และในที่สุดก็ก้าวไปถึงการนัดพบปะกันในตลาดเทวราช พอได้เห็นหน้า พอได้พูดจากันปากต่อปาก และก้าวไปสู่การไปไหนมาไหนด้วยกัน

            เป็นครั้งแรกนับแต่ย่างเท้าเข้ามากรุงเทพฯ ที่ผมได้ไปเที่ยวสวนสามพรานกับเพื่อนหญิง เป็นความสุขสดชื่นตื่นตาตื่นใจที่ไม่เคยพานพบประสบมาก่อนเลย

            ครอบครัวของสาวเจ้ามีร้านค้าอยู่แถวบางลำพู เป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของห้างสรรพสินค้าย่านนั้น และยังมีแผงลอยขายผลไม้ที่หน้าห้างสำคัญนั้นอีกแห่งหนึ่ง

            ทุกวันหลังเลิกเรียนแล้ว สาวเจ้าจะแวะไปช่วยแม่ดูแลห้างสรรพสินค้าและช่วยขายของ และขากลับก็มักจะหยิบฉวยผลไม้หรือของกินเล่นมาฝากผมเป็นประจำ

            มันเป็นความรักที่เกิดขึ้นและก่อตัวแน่นแฟ้นขึ้นโดยลำดับ จนเกิดเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมถึงขั้นที่กล่าวได้ว่าเป็นแฟนกัน และกล่าวได้ว่าสาวผู้นี้นี่แหละคือแฟนคนแรกในชีวิตของผม

            ครั้นผมย้ายที่พำนักจากบ้านมนูญผลไปยังบ้านใหม่ที่เพิ่งปลูกใหม่แล้ว การไปมาหาสู่ก็เริ่มห่างไปเป็นลำดับ

            เป็นดังโลกนิติบทหนึ่งที่ว่า

“เจ็ดวันเว้นฝึกซ้อม    ดนตรี
อักขระห้าวันหนี    เนิ่นช้า
สามวันจากนารี     เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า    อับเศร้าศรีหมอง”
   
            เราห่างกันย่อมมีมาแต่เหตุคือการเรียนในคณะนิติศาสตร์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เป็นต้นไปมีความยากลำบากและต้องเอาใจใส่มากขึ้นอย่างหนึ่ง บ้านพักอยู่ไกลกันอย่างหนึ่ง และเริ่มมีสตรีอีกผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของผม ซึ่งต้องอุทิศเวลาและทุ่มกายใจเกือบทั้งหมดด้วยแรงแห่งบุพเพสันนิวาสนั้น

            เพราะเหตุนี้นานวันเข้าสองเราก็ค่อย ๆ ห่างเหินกันไป จากหญิงสาวคู่ใจก็กลายเป็นเพื่อนคู่ใจ กลายเป็นเพื่อนที่รู้จักกัน และในที่สุดก็ห่างกันไกลออกไปอีก เหลือฐานะเพียงแค่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเท่านั้น นี่แลบุพเพสันนิวาสที่แม้เคยผูกพันกันมาแต่คงหาได้ครองชีวิตคู่ด้วยกันไม่ จึงมีอันเป็นไปฉะนี้

            น้ำใจรักคลายลงจากสาวหนึ่ง กลับไปเพิ่มให้กับอีกสาวหนึ่ง ซึ่งถึงแม้เพิ่งปะหน้าเพียงครั้งแรก แต่น้ำใจรักลึกกลับเพิ่มทวีคูณขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

            ในระยะเริ่มแรกนั้น สาวพยาบาลหาได้มีความใส่ใจตัวผมแต่ประการใดไม่ ซ้ำร้ายยังแสดงอาการท่าทีที่เย็นชา เมินเฉย และออกไปในทางเย้ยหยัน ซึ่งทราบความในภายหลังว่าเพราะมีสาเหตุที่ขณะนั้นสาวเจ้ามีเพื่อนชายอยู่แล้ว และเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เสียด้วย แต่เรียนอยู่ในคณะบัญชี

            สตรีสาวชาวนักศึกษาพยาบาลผู้นี้ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต้องอยู่หอพยาบาลเป็นประจำ คงกลับบ้านได้เฉพาะเย็นวันศุกร์และกลับไปหอพักอีกครั้งหนึ่งในเย็นวันอาทิตย์ คล้ายๆ กับการเรียนประจำของมนูญผลที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

            แต่เพราะบ้านอยู่ใกล้ชิดติดกันแค่มีรั้วกั้นกลางเท่านั้น ดังนั้นการเริ่มต้นจีบสาวคราวนี้จึงเริ่มต้นด้วยเสียงเพลง คือเพลงบ้านเรือนเคียงกัน ตามไปด้วยเพลงคิดถึง และส่วนใหญ่ก็มักจะใช้เพลงสุนทราภรณ์ที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ และยิ่งเพิ่มความชอบขึ้นอีกเมื่อครั้งที่ไปพำนักอยู่ที่บ้านมนูญผล

            ทั้งนี้เพราะมนูญผลเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ตัวยง รักที่จะร้องเพลงเก่า ๆ ซึ่งมีความไพเราะเสนาะหูและหวานหยาดเยิ้มยิ่งนัก

            ตั้งแต่ครั้งที่พักอยู่ที่บ้านของมนูญผล ผมได้รู้จักสัมผัสกับความไพเราะอ่อนหวานสละสลวย สง่างาม และความหมายอันลึกล้ำกินใจของเพลงสุนทราภรณ์แล้ว และทำให้เข้าใจภาษาไทยดีขึ้น เข้าใจสำนวนโวหารมากขึ้น โดยเฉพาะอุปมาโวหารที่หยิบยกเอาสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเปรียบเทียบอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งและลุ่มลึก

            ดังนั้นเสียงเพลงสุนทราภรณ์จึงเป็นสื่อใจสื่อแรกที่ผมส่งถึงสาวพยาบาลนั้น จนเป็นเหตุให้พี่น้องของเจ้าสาวคนนี้มีความรู้สึกขบขันและให้ความสนใจในตัวผมตั้งแต่ตอนแรก ๆ นั้น

            ทำให้ความขุ่นเคืองในห้วงเวลาการสร้างบ้านที่กระทบกระทั่งกันเพราะเสียงดังที่เกิดจากการก่อสร้าง และการกระทบกระเทือนที่เกิดจากการก่อสร้างค่อย ๆ สร่างคลายหายไป แต่ถึงกระนั้นก็เป็นได้แค่ความสนใจซึ่งยังห่างไกลจากความพอใจมากมายนัก

            ผมเพียรพยายามตามไปส่งสาวเจ้ายามกลับเข้าหอพยาบาล แต่ไม่มีคำพูดจาตอบโต้เลยแม้แต่คำเดียว บางครั้งผมไปรอรับที่หน้าหอพยาบาล สาวเจ้าก็หลบกลับบ้านเสียอีกทางหนึ่ง ปล่อยให้ผมคอยเก้อแล้วเก้อเล่าหลายครั้งหลายหน

            บางครั้งขึ้นรถเมล์ตามไปส่งอยู่ดี ๆ พอเผลอหน่อยเดียวสาวเจ้าก็หนีลงทางประตูด้านหลัง แล้วไปต่อรถเมล์คันใหม่ ทำให้ผมขุ่นเคืองใจไม่น้อย แต่อย่างว่านั่นแหละลองว่ามีบุพเพสันนิวาสกันมาก่อนแล้ว มันก็หนีกันไปไม่พ้น เพราะผมก็ไม่ถอยคลายความพยายาม

            อันความพยายามหรือวิริยะนั้นเป็นองค์แห่งอิทธิบาทที่สำคัญที่จะยังสรรพสิ่งให้เกิดความสำเร็จได้ แม้การกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ก็ต้องอาศัยองค์แห่งอิทธิบาทนี้ การบำเพ็ญเพียรความรักให้ถึงพร้อมก็ย่อมต้องอาศัยอิทธิบาทสี่เหมือนกัน

            คือมีความพอใจแล้ว มีความเพียรแล้ว หมั่นไตร่ตรองหาเหตุผลทั้งปวงแล้ว ปรับข้อด้อยปรุงข้อดีแล้วก็ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในสักวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

            เมื่ออานุภาพแห่งความเพียรอันประกอบด้วยองค์แห่งอิทธิบาทสี่แล้ว พลังรุกก็ล้นเหลือ พลังรับก็ย่อมอ่อนตัวลงด้วยอำนาจแห่งอิทธิบาทนั้น ดังนั้นวันเวลายิ่งผ่านไป สาวเจ้าก็อ่อนท่าทีลง จากที่ไม่ยอมพูดยอมจาก็ค่อยๆ พูดจา แต่ยังคงจำกัดวงอยู่แค่การพูดจาเท่านั้น

            ผมเป็นนักเขียนมาแต่อ้อนแต่ออก และมีความสนใจในอักษรกลอนกานต์มาแต่น้อย และการใช้อักษรกลอนกวีนั้นย่อมไม่มีวันเวลาไหนดีเท่ากับวันเวลาที่มีอารมณ์รักหรืออารมณ์โศกหรือผิดหวังพลั้งพลาด เพราะอารมณ์เหล่านี้มีพลังและให้ความรู้สึกที่สามารถสะท้อนเป็นบทกลอนได้อย่างลึกซึ้ง

            จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่คนแต่โบราณเขามักจะสื่อสารความรักกันด้วยเพลงยาวหรือเพลงเรือ หรือเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่เกิดจากอารมณ์รัก ยกเว้นก็แต่บางส่วนที่สะท้อนอารมณ์รักถิ่นฐานบ้านเกิดและวัฒนธรรมประเพณี จึงทำให้มีบทกวีเหล่านี้เกิดขึ้นในแผ่นดินเป็นจำนวนมาก

            เมื่อสาวเจ้าไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ผมจึงรักที่จะใช้การสื่อสารด้วยจดหมายรักแทน และได้หาช่องทางทั้งจากเพื่อนนักศึกษาพยาบาล แม้กระทั่งจากน้องชายของสาวเจ้าเองเป็นผู้เดินสารรักให้

            โดยหารู้ไม่ว่าสารรักแต่ละฉบับนั้นสาวเจ้าเอาไปอ่านกันในหมู่เพื่อนจนเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงเป็นอันมาก และได้ทราบความในภายหลังว่าในบรรดานักเรียนพยาบาลนั้น ใครได้รับจดหมายรักจากคนรักก็จะเอามาอ่านอวดประชันกัน

            ในหมู่เพื่อน ๆ ย่อมไม่มีใครรู้จิตใจใครว่าใครรักใครชอบใจใคร แต่เมื่อเป็นการเอาจดหมายรักมาอ่านประชันกันแล้ว ผมก็เชื่อว่าสารรักของผมนั้นไพเราะเสนาะหูไม่แพ้สารรักของใครเป็นแน่

            ดังนั้นหากการนำเอาสารรักไปอ่านกันในหมู่เพื่อนโดยหวังประจานหรือเพื่อความสนุกสนานก็ตามที กลับเกิดภาษีแก่ผม เพราะคนเรานั้นย่อมมีอุปนิสัยที่รักชัยชนะ เหมือนกับเจ้าของบ่อนวัวชนหรือไก่ชน เลี้ยงไก่ชนหรือวัวชนแล้วก็หมายให้วัวชนหรือไก่ชนของตนได้รับชัยชนะ ถึงจะไม่รักชอบพอแต่ก็มีน้ำใจเชียร์เป็นพื้นฐาน

            หรือถ้าหากเป็นการนำไปอ่านอวดกันโดยมีการตัดสินใจลึกๆที่จะผูกพันกันเป็นคนรัก ก็สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจแห่งความเพียรนั้นได้ทำให้เกิดความหวั่นไหวและน้อมใจให้ก่อความรักขึ้นได้แล้ว

            แต่ถึงวันนี้ผมก็ไม่เคยรู้ว่าการนำสารรักไปอ่านกันในหมู่เพื่อนนั้นเกิดขึ้นแต่ความรู้สึกนึกคิดประการใดของสาวเจ้าเลย และก็ไม่เคยอยากจะไต่ถามในเรื่องนี้เพราะเรื่องราวในโลกนี้บางทีไม่รู้เสียบ้างยังดีกว่าที่จะรับรู้ไปเสียทุกเรื่อง

            ความพยายามของผมแรงกล้าถึงขนาด จึงทำให้ความองอาจกล้าหาญเกิดขึ้น และความองอาจกล้าหาญลักษณะนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นความหน้าด้านก็ได้ เพราะสามารถทำการได้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง และไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด

            เทศกาลสงกรานต์ปีถัดมา สาวเจ้าเดินทางกลับไปบ้านเกิดที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ผมทราบความก็นั่งรถไฟตามไป ไปลงที่สถานีรถไฟบางมูลนากในเวลาประมาณตีสาม ได้ว่าจ้างรถสามล้อถีบคันหนึ่งให้ไปส่งที่ “โรงแรมวาเหมี่ยน” ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะรู้จักแต่ชื่อเท่านั้น โดยตกลงจ่ายค่าจ้างให้กับคนถีบสามล้อเป็นเงิน 20 บาท

            คนถีบสามล้อก็ดีใจหาย ยอมรับค่าจ้างโดยไม่ขอต่อรองเลยแม้แต่คำเดียว การที่เป็นทั้งนี้ก็เพราะว่าคนถีบสามล้อรู้ดีว่าโรงแรมวาเหมี่ยนที่ว่านั้นอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางมูลนากเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น

            ผมไปถึงก็เคาะประตูเรียกเพราะถือเสียว่าเป็นโรงแรม ย่อมมีแขกมาหาที่พักได้ทุกเวลา ไหน ๆ มาแล้วก็ทำตัวเป็นแขก แต่พอผู้คนที่บ้านของสาวเจ้ารู้ว่าเป็นผมมาเท่านั้นก็ปลุกกันทั้งบ้าน จนสาวเจ้าเองก็ต้องถูกปลุกออกมาต้อนรับตามประเพณีถิ่นที่แขกมาถึงเรือนชานแล้วต้องต้อนรับขับสู้

            ยามนั้นสาวเจ้าจะมีน้ำใจรักหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่สถานการณ์ก็บังคับให้เป็นไป คือต้องจำใจต้อนรับแขกผู้มาเยือนในฐานะเจ้าบ้าน พาไปเที่ยวนั่นชมนี่ โดยเฉพาะคืองานบุญสงกรานต์ และการไปไหว้พระสำคัญประจำถิ่นคือหลวงปู่เขียน

            เวลาเพียง 2-3 วันแห่งเทศกาลสงกรานต์นั้น ทำให้เรารู้จักใกล้ชิดกันจริง ๆ จังๆ เป็นครั้งแรก ทำให้ความเมินเฉยเหินห่างที่เป็นมาแต่ก่อนหายไป ในขณะที่ผมก็รู้สถานการณ์ดีว่าปานนี้แล้วสาวเจ้าก็ยังมิได้มีความรักผูกพันแต่ประการใด

            รักเขาข้างเดียวก็จะเป็นไรไป นี่เป็นเพราะผมมีความมั่นใจในวิชาความรู้ตัวว่าสาวเจ้าผู้นี้แหละคือคู่ชีวิตเป็นแท้แล้ว ดังนั้นแม้สาวเจ้าจะวางตัวเหินห่างรักษาระยะข้างระยะเคียงอย่างไรผมก็มิได้ใส่ใจแต่ประการใด

            กลับจากบางมูลนากครั้งนั้นแล้วผมได้แต่งนิราศขึ้นเรื่องหนึ่ง โดยแต่งในขณะที่นั่งรถไฟนั่นแหละ เก็บเอาอารมณ์ความรู้สึกตั้งแต่ขณะที่นายสถานีบางมูลนากลั่นระฆังเป็นสัญญาณให้รถออกจากสถานี โดยที่สาวเจ้าและครอบครัวมาส่งผมที่สถานีรถไฟนั้น

            นิราศบางมูลนากที่แต่งขึ้นในคราวนั้น ขึ้นด้วยบทที่ว่า

            “เสียงกระดิ่งเป๊ง เป๊ง เร่งการจาก          ให้พี่พรากจากนุชสุดที่หวัง
            บางมูลนากบางนี้มีพลัง                          …………………………”

            นับเป็นนิราศเรื่องแรกที่มีขนาดยาวเรื่องหนึ่งที่ผมได้แต่งขึ้นด้วยอารมณ์รักอย่างลึกซึ้งในขณะนั้น

            โบราณว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นนั้นไม่ผิดเลย เพราะในปีที่สามแห่งการเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของผม ผลของความพยายามก็ปรากฏดอกผลให้เห็นอย่างชัดเจน

            วันเกิดของผมในปีนั้นเป็นปีที่ผมได้รับของขวัญวันเกิดเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะธรรมเนียมประเพณีคนบ้านผมนั้นไม่เขานิยมจัดงานวันเกิดและไม่มีธรรมเนียมที่จะให้ของขวัญวันเกิดกันและกัน ผมจึงไม่เคยได้รับของขวัญวันเกิดจากใครเลย

            แต่ปีนั้นของขวัญชิ้นแรกในชีวิต แม้น้อยนิดและไร้ราคา แต่กลับมีคุณค่าแก่ชีวิตและจิตใจมหาศาลนัก เพราะเป็นของขวัญจากสาวเจ้าที่ผมรัก เป็นซองจดหมายเล็ก ๆ แต่ไม่ได้มีจดหมายหรือสารรักใด ๆ เลย

            มันเป็นปลอกหมอนใบหนึ่งและมีกระดาษสีเหลืองตัดเป็นรูปชายธงสามเหลี่ยมชุบด้วยน้ำหอมกลิ่นโอปาส ซึ่งผมทราบภายหลังว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมที่เป็นที่นิยมที่สุดของหนุ่มสาวในยุคนั้น กระดาษสีเหลืองดังกล่าวนี้ผูกด้วยไหมสีแดงทำให้เป็นสีเหลืองแดงคือสีแห่งธรรมศาสตร์

            ของขวัญอันน้อยนิดแต่เป็นสัญญาณบอกความในดวงจิตของเจ้าสาวอย่างชัดเจน เหตุที่เข้าใจเช่นนั้นก็เพราะว่าขณะนั้นบทเพลงสุนทราภรณ์ที่ขับร้องโดยบุษยา รังสี คือเพลงฝากหมอนกำลังโด่งดัง

            เพลงบทนี้มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “คืนวันนี้ถ้าพี่นอนหนุนหมอนน้อย ใจจงคล้อยคิดถึงน้องเจ้าของหมอน”

            ผมเชื่อมั่นว่าของขวัญชิ้นน้อยนี้คือสัญญาณหมายการตัดสินใจของสาวเจ้า ซึ่งผมทราบภายหลังว่าก่อนตัดสินใจส่งของขวัญชิ้นนี้ให้แก่ผม สาวเจ้าก็ได้บอกกล่าวเลิกความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกับเพื่อนหนุ่มชาวคณะบัญชีก่อนแล้ว สะท้อนให้เห็นน้ำใจสัตย์ซื่ออันควรแก่การนับถืออย่างยิ่ง

            การเรียนปีที่สามในปีนั้นมีความหมายยิ่งในชีวิต การตัดสินใจให้ของขวัญชิ้นนี้นอกจากเป็นการตัดสินใจเลือกเพื่อนคู่ชีวิตของสาวเจ้าแล้ว ผมเข้าใจว่าเกิดแต่น้ำใจเห็นอกเห็นใจที่ต้องการให้กำลังใจในการศึกษาในปีนั้น

            เพราะการเรียนปีที่สาม หากผลการสอบได้หมดครบทุกวิชาก็จะมีฐานะเท่ากับได้อนุปริญญา สามารถที่จะสมัครเข้าเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาได้.