ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

Corner/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บ่อยครั้งในตลาดหุ้นจะมีหุ้นบางตัวที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงลิ่ว  “เกินพื้นฐาน”  ไปมากโดยที่หา  “เหตุผล” ไม่ได้  หุ้นที่มี PE เป็น 50 หรือ 100 เท่า และค่า PB สูง 5 หรือ 10 เท่านั้น  โดยปกติก็จะต้องเป็น  “Super Stock” นั่นคือ  มันควรที่จะมีคุณสมบัติทางธุรกิจดีเยี่ยม  มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือกว่าคู่แข่ง  มีกำไรดี  มีการเติบโต  มีฐานะทางการเงินดี  มีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และอื่น ๆ  อีกมาก  หรือไม่อย่างนั้นหุ้นก็อาจจะต้องเป็นกิจการที่กำลัง “ฟื้นตัว” จากภาวะวิกฤติและกำไรอาจจะยังไม่มาแต่เห็นได้ชัดว่ากำไรจะโตก้าวกระโดดในไม่ ช้า  แต่หุ้นแบบนี้ก็จะต้องมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดที่ต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจของบริษัทวัดจากยอดขายและ เปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

    หุ้นที่มีราคาแพงมากโดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกหรือไม่ได้เป็นหุ้น ที่กำลังฟื้นตัว  และที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเดียวกัน ที่มีคุณสมบัติดีกว่า  มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือกว่า  มียอดขายและกำไรสูงกว่าและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่า  แต่หุ้นกลับมีราคาแพงกว่าและบ่อยครั้งมีมูลค่าตลาดของหุ้น หรือ Market Cap. สูงกว่านั้น  คำอธิบายก็มักจะออกมาว่าเป็นเพราะนักลงทุนคาดว่าบริษัทจะ  “โตเร็วกว่า”  แต่ถ้าดูจริง ๆ  ก็จะพบว่ามันก็คงไม่โตเร็วนัก และถึงโตเร็วกว่าบ้าง  แต่มันก็คงจะไม่เท่าคู่แข่งที่โตกว่ามากในเวลาอันสั้น  ดูอย่างไรมันก็อธิบายไม่ได้ว่าราคามันสูงขนาดนั้นได้อย่างไรมองในแง่ของ  “พื้นฐาน”  และนั่นก็นำมาสู่เรื่องของการ “เก็งกำไร” และการ “ปั่นหุ้น” แต่ในบางกรณีเราก็ไม่มั่นใจนักว่ามันคืออะไร  ตัวอย่างที่ชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ  นี้ก็คือการที่หุ้นของแบ้งค์ขนาดกลางตัวหนึ่งมีราคาและมูลค่าหุ้นสูงขึ้นมา เท่าหรือใหญ่กว่าแบ้งค์ขนาดใหญ่บางตัว  หรือหุ้นของบริษัทเช่าซื้อบางตัวที่ใหญ่กว่าหุ้นของแบ้งค์เล็กที่ทำเช่าซื้อ เป็นหลักและยังมีธุรกิจอื่นอีกหลายอย่างที่ใหญ่กว่าบริษัทเช่าซื้อมาก

    ทฤษฎีของผมก็คือ  หุ้นที่มีราคาสูงลิ่วโดยที่เหตุผลไม่รองรับเท่าที่ควรนั้น  อาจจะมาจากสิ่งที่เรียกกันในแวดวงของนักลงทุนว่าหุ้นตัวนั้น  ถูก  “Corner”  หรือแปลเป็นไทยว่าหลักทรัพย์ถูก  “ต้อนเข้ามุม”  ซึ่งความหมายหรือคำจำกัดความก็คือ  คนที่  Corner หรือต้อนหุ้นเข้ามุมก็คือคนที่ควบคุมจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์ ไว้มากพอที่จะทำให้สามารถปั่นหรือกำหนดราคาหุ้นหรือหลักทรัพย์หรือโภคภัณฑ์ นั้นได้  พูดง่าย ๆ  ถ้าหุ้นถูกต้อนเข้ามุมแล้ว  เราแทบจะทำให้ราคามันขึ้นไปได้สูงลิ่ว  อาจจะเป็น 10 เท่าได้ในเวลาอันสั้นโดยที่พื้นฐานของกิจการไม่ได้มีอะไรที่จะสนับสนุนราคา หรือมูลค่าหุ้นขนาดนั้น

    ประวัติศาสตร์ของการทำ Corner ที่ค่อนข้างจะ “บันลือโลก” ก็คือการทำ Corner ตลาดของแร่เงินของพี่น้องตระกูล Hunt ที่พยายามกวาดซื้อแร่เงินในตลาดโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980  ซึ่งทำให้แร่เงินมีราคาเพิ่มขึ้นจาก 11 เหรียญต่อออนซ์เป็น 50 เหรียญต่อออนซ์  อย่างไรก็ตาม  สุดท้ายราคาแร่เงินก็ตกกลับไปสู่ราคาที่ต่ำกว่า 11 เหรียญภายในเวลา 2 เดือนอันเป็นผลจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎการใช้มาร์จินในการซื้อขาย โภคภัณฑ์ของตลาด  ทำให้พี่น้องตระกูล Hunt ต้องล้มละลาย  หลังจากนั้นก็ยังมีกรณีของการ Corner ตลาดทองแดงและโภคภัณฑ์อื่น ๆ  รวมถึงการ Corner ตัวหุ้นในหลาย ๆ  ประเทศโดยเฉพาะที่เป็นตัวใหญ่และเป็นที่สนใจของสังคม  กรณีหนึ่งที่ดังมากก็คือการ Corner หุ้นโฟล์กสวาเกนในปี 2008 โดยบริษัท Porsche หรือที่บ้านเราเรียกปอร์เช่ ซึ่งทำให้หุ้นโฟล์กกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในเวลาสั้น ๆ  แต่ดีลนั้นก็ไม่สำเร็จและทำให้ Adolf Merckle นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมคนหนึ่งของเยอรมันต้องฆ่าตัวตายเนื่อง จากไปชอร์ตหุ้นโฟล์กไว้มากและต้องขาดทุนมหาศาลเมื่อราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก

    การ Corner หุ้นตัวเล็ก ๆ  นั้น  แน่นอน คงไม่เป็นข่าวหรือมีประวัติศาสตร์ให้เราศึกษา  แต่จากประสบการณ์ที่ผมพบในตลาดหุ้นไทยมานานนั้น  ผมคิดว่าการทำ Corner หรือ “ต้อน” หุ้นตัวเล็ก ๆ  หรือหุ้นที่มี Free Float หรือหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อยแม้ว่าหุ้นอาจจะมีขนาดใหญ่  น่าจะมีการทำกันอยู่เรื่อย ๆ  โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นสดใสเป็นตลาดหุ้นกระทิงที่นักลงทุนโดยเฉพาะราย ย่อยสนใจการเล่นหุ้นในตลาดมากเป็นพิเศษ   ผมลองคำนวณคร่าว ๆ  หลายครั้งก็พบว่าจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดของหุ้นตัวเล็กหรือมีหุ้นหมุน เวียนในตลาดต่ำนั้น  บางทีเงินเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทก็สามารถ Corner หุ้นได้อย่างสบายมาก   และเมื่อคิดถึงขนาดของพอร์ตของนักเล่นหุ้นส่วนบุคคลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อย  ๆ   กอร์ปกับการที่สามารถใช้มาร์จินซื้อหุ้นได้อีกเท่าตัว  รวมถึงการที่อาจจะมีการ “เล่นกันเป็นทีม” ของนักลงทุนหลายราย  การ Corner หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงน่าจะทำได้ง่ายและน่าจะมีการทำกันไม่น้อย  หลักฐานก็คือ  หุ้นตัวเล็กที่มี Free Float ต่ำจำนวนมากมีค่า PE เป็นหลายสิบถึงร้อยเท่าและมี PB ที่สูงลิ่วทั้ง ๆ  ที่กิจการไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก

    กลยุทธ์ Corner หุ้นนั้น  ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ได้ทำเงินให้กับนักเล่นหุ้นจำนวนมาก  หลายคนกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย  เหตุผลที่ประสบความสำเร็จนั้น  แน่นอน  ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือภาวะตลาดหุ้นที่สดใสและการที่คนไทยที่มีเงิน เหลือไม่มีช่องทางการลงทุนที่ดีกว่าจึงนำมาลงทุนในตลาดหุ้น  แต่หุ้นที่ถูก Corner นั้น  ในที่สุดก็จะมีมูลค่าและราคาสูงตลอดไปไม่ได้และวันหนึ่งจะต้องตกลงมามาก  และนั่นคือวันที่จะต้องมีคนเสียหายขาดทุนหนัก  บางครั้งก็คือคนที่ทำ Corner เสียเองอย่างที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในประวัติศาสตร์

    ประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  การทำ Corner นั้น  ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?  ผมคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่ใช่นักกฎหมาย  สิ่งที่ผมรู้ก็คือ  การที่จะจับหรือฟ้องร้องคนที่ทำ Corner นั้น  ผมคิดว่ายากมาก  ประเด็นก็คือ  ทุกคนมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นในตลาดโดยไม่ต้องมีหน้าที่อะไรยกเว้นซื้อเกิน 25% ของหุ้นทั้งหมดที่จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด  แต่ข้อเท็จจริงก็คือหุ้นที่อยู่ในตลาดหรือ Free Float จริง ๆ  นั้นมักจะมีไม่ถึง 25% ด้วยซ้ำ  สิ่งที่ต้องทำเมื่อซื้อถึง 5% ก็แค่รายงาน  แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร  เพราะนั่นมักจะเป็นการ “ส่งสัญญาณที่ดี” ในการที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้น  ดังนั้น  เรื่องของ Corner นั้น  ผมคิดว่าเกิดขึ้นกับหุ้นจำนวนมากและไม่มีใครจะทำอะไรได้มากนักตราบที่หุ้นใน ตลาดยังมีขนาดเล็กมากอยู่  ในบางครั้งหุ้นนั้นก็อาจจะถูก  Corner โดยไม่มี  “เจ้ามือ” ก็เป็นไปได้แต่เป็นผลการกระทำ “ร่วม” ของนักลงทุนหลาย ๆ คนที่อาจจะรู้จักกันดีหรือบางทีก็อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ  แต่หุ้นขึ้น  ทุกฝ่ายก็มีความสุข  ส่วนการขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูงขึ้นไปมากนั้นเองก็ไม่มีกฎอะไรที่จะห้าม หรือเป็นความผิด  ดังนั้น  คนที่ทำ Corner นั้น  ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะผิดอย่างไรถ้าเขาจะทยอยขายหุ้นออกไปจนหมดและทำกำไร มหาศาลตราบที่ยังมีคนซื้อหุ้นอยู่

    หน้าที่ของ Value Investor เองนั้น  ผมคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปร่วมวงทำหรือก่อให้เกิด Corner ในหุ้นแต่ละตัว  เพราะราคาที่ไม่ใช่  “ธรรมชาติ”  นั้น  ในที่สุดก็ต้องลงมา  การทำนายหรือคาดการณ์ว่ามันกำลังขึ้นหรือลงเป็นเรื่องที่ยาก  เช่นเดียวกับการอดทนไม่ตอบสนองต่อความยั่วเย้าของราคาหุ้นที่กำลังถูกต้อน เข้ามุม  นี่ก็เป็นบททดสอบ VI ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า  เราจะเป็น VI ได้แค่ไหน?
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page