ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ขยับเงินฝากสู่เงินลงทุน เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) บอกว่า

          ปัจจุบัน เงินออม ส่วนใหญ่ของนักลงทุนยังอยู่ใน เงินฝากแบงก์ ซึ่งหากมองไปในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้เมื่อหักด้วยอัตราเงินเฟ้อในระยะ ยาวอาจจะทำให้เงินออมของนักลงทุนโตไม่ทันและอาจจะไม่เพียงพอที่จะใช้สำหรับ ชีวิตหลังเกษียณได้ สิ่งสำคัญคือการพยายามให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้มีเงินออมเหล่านี้ให้ หันมาสนใจ การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเงินของตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งคงจะต้องพยายามทำกันต่อไป เช่น เป้าหมายระยะยาวในเรื่องการเกษียณ เป็นต้น แทนการพยายามมุ่งหาทรัพย์เพื่อลงทุนไปในแต่ละช่วงเวลาก็ควรหันมาสนใจในการ จัดสรรเงินลงทุนแทน คือ ไม่ใช่มีแต่เงินฝาก แต่ควรจะมีสัดส่วนของตราสารหนี้และหุ้นผสมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าและจะช่วยให้การลงทุนของนักลงทุนมีกรอบการลงทุน ที่ชัดขึ้นด้วย

          ปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโปรดักท์เงินฝากประจำของแบงก์อาจจะเป็นโปรดักท์ที่ได้ รับความนิยมจากนักลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งหวังใจว่าจะช่วยให้นักลงทุนได้เข้ามาเรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวม อาจจะเริ่มจากโปรดักท์ที่เสี่ยงน้อยเช่นตราสารหนี้ก่อน ในอนาคตเมื่อเห็นประโยชน์ก็อาจจะค่อยขยับมาสู่กองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ขึ้นได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับนักลงทุนเป็นสำคัญใน เรื่องของแนวคิดในการจัดสรรเงินลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่นักลงทุนต้องการ

          @ การเติบโตที่ยั่งยืนควรมาจากโปรดักท์การลงทุน โดย ฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี มองว่า โครงสร้างธุรกิจกองทุนรวมของไทยที่ส่วนใหญ่เป็นกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) นั้น ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์เองนั้นอาจจะยังไม่นับเป็นโปรดักท์ในการลงทุน ซึ่งโปรดักท์ในการลงทุนคงต้องมุ่งผลในระยะยาวไม่ว่าจะหุ้นหรือตราสารหนี้ นั่นทำให้การเติบโตของกองทุนรวมไทยค่อนข้างเหวี่ยงไปมาด้วยเช่นกัน ในช่วงที่แบงก์ไม่แข่งเงินฝากแล้วเงินฝากไหลเข้ามาในกองทุนตราสารหนี้แบบมี อายุ (Term Fund) กองทุนก็โตมากหลายสิบเปอร์เซ็นต์หรือพอแบงก์แข่งเงินฝากกองทุนรวมก็ไม่โต เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวอย่างที่ควรจะเป็น แต่หากนักลงทุนเข้าใจและหันมาลงทุนในโปรดักท์การลงทุนจริงๆ กองทุนรวมก็จะมีแนวโน้มเติบโตไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาวจากเงินลง ทุนที่ใส่เข้าไปทุกปีรวมทั้งผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ลักษณะการเติบโตจะไม่หวือหวาแต่จะค่อยๆ เติบโตไปคล้ายกับการเติบโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน

          ถ้านักลงทุนมีความเข้าใจ (Understand) ในแนวคิดการลงทุนซึ่งมุ่งผลในระยะยาว และมีการนำมาปฏิบัติจริง (Action) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนของตัวเองที่ตั้งใจไว้ โดยเลือกใช้กองทุนรวมซึ่งเป็นเครื่องมือในการลงทุนให้เกิดประโยชน์ ก็จะสามารถทำให้กองทุนรวมสามารถที่จะเติบโตในระยะยาวแบบยั่งยืนได้เช่นกัน

          โปรดักท์แบบกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) หรือกองทุนทริกเกอร์ ฟันด์ (Trigger Fund) อาจจะเป็นโปรดักท์ที่ทำให้นักลงทุนได้เข้ามาเรียนรู้การลงทุนแต่ยังไม่ สามารถเรียกว่าโปรดักท์การลงทุนได้พอครบอายุนักลงทุนก็จะนำเงินกลับไปฝาก แบงก์เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนอื่นต่อไปในลักษณะของการวิ่งหาสินทรัพย์เพื่อ ลงทุนเป็นรอบๆ ไป ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนได้

          นอกจากนักลงทุนจะเข้าใจแล้วมาลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นทั่วไปหรือกองทุนตรา สารหนี้ทั่วไปในลักษณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันให้ความรู้และทำความเข้าใจให้กับนัก ลงทุนต่อไป เวลานักลงทุนลงทุนไม่ควรมองแต่เรื่องของ ผลตอบแทน แต่ควรใส่ใจในเรื่องของ ความเสี่ยง ด้วยเช่นกัน การจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ปรับตัวดีขึ้นด้วย

          @ ไม่มีสินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดตลอดเวลา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี ยอมรับว่า นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการลงทุนที่มองภาพ ระยะสั้น ไม่ได้มองการลงทุนใน ระยะยาว อย่างที่ควรจะเป็น จะมองหาสินทรัพย์ที่ดีในแต่ละปีซึ่งในความเป็นจริงในประเทศไทยเองก็ไม่มี สินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่จะให้ผลตอบแทน ดีที่สุด ในทุกภาวะเศรษฐกิจ หากย้อนมองดูผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในไทยย้อนหลังในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ก็จะตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุดมากที่สุด 7 ปี ทองคำ 5 ปี พันธบัตรรัฐบาล 2 ปี และเงินฝาก 1 ปี การพยายามวิ่งหาสินทรัพย์ที่ดีที่สุดเพื่อลงทุนในแต่ละปีอาจจะไม่ใช่คำตอบ ที่ดีและไม่ตอบโจทย์การลงทุน แต่ควรจะ จัดสรรเงินลงทุน กระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมมากกว่า

          หากมองไปในระดับโลกในสินทรัพย์แต่ละประเภทก็ยังคงสะท้อนความจริงในเรื่องนี้ เช่นกันว่าไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดใน ทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมาหุ้นตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 4 ปี หุ้นจีน 4 ปี หุ้นญี่ปุ่น 3 ปี และตราสารหนี้โลก 4 ปี และยังพบว่าในช่วงที่หุ้นไม่ดีการลงทุนในตราสารหนี้โลกจะให้ผลตอบแทนที่ดี และน่าจะมีจัดสรรไว้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยเช่นเดียวกัน

          นักลงทุนสถาบันเองก็จะมีการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมและเน้นลงทุนเพื่อ บรรลุเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ ในปีนี้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีต่อเนื่องและหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่ น่าสนใจลงทุนในช่วงวงจรเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยบริษัทแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในตราสารหนี้ 30% หุ้นไทย 20% หุ้นสหรัฐ 10% หุ้นยุโรป 20% หุ้นญี่ปุ่น 10% และหุ้นจีน 10% เพราะหุ้นจีนเองก็ให้ผลตอบแทนแย่สุดต่อเนื่องมา 4 ปี แล้ว ก็มีโอกาสในการฟื้นตัวเช่นกัน

          ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจและสามารถต่อยอด เงินออม สู่ เงินลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวของตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย--จบ--
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page