ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

Spiritual Freedom : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investor ผู้มุ่งมั่นเกือบทุกคนนั้น เชื่อว่าต่างมีเป้าหมายใหญ่ในชีวิตอย่างหนึ่งคือ ต้องการจะมี “อิสรภาพทางการเงิน”



หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่ามี “Financial Freedom” ความหมายคือ เป็นคนที่มั่นคงทางการเงินสูง มีเงินและทรัพย์สินมากพอจะเลี้ยงชีวิตตนเองและครอบครัวได้อย่างพอเพียง แม้ว่าจะไม่มีรายได้อื่นเลยตลอดชีวิต ซึ่งคิดว่าถ้าจะทำอย่างนั้นได้ เขาจะต้องมีทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือเงินสด ที่มีคุณภาพดีอย่างน้อย 200 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนโดยเฉลี่ย และเขารู้จักบริหารการลงทุนในระดับพื้นฐานที่จำเป็น

อิสรภาพทางการเงินนี้ จะทำให้เขาแทบจะไม่ต้องกังวลกับการทำงานหาเงิน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถทำสิ่งต่างๆที่เขาชอบหรืออยากที่จะทำ โดยไม่ต้องคิดถึงผลตอบแทนทางการเงิน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทุกคน “ฝัน” ที่จะได้ไม่ใช่เฉพาะแต่ VI เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นนักลงทุนแบบ VI ที่ได้ผ่านจุดแห่งเสรีภาพทางการเงินมาแล้ว ผมคิดว่าการมีอิสรภาพทางการเงินเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ได้ ว่าที่จริงอิสรภาพทางการเงินนั้น อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดความเป็นอิสระของชีวิตมากนักด้วยซ้ำไป หาก“อิสรภาพทางใจ”หรือ“Spiritual Freedom” ของเรายังไม่มีหรือมีน้อยเกินไป

คำว่าอิสรภาพทางใจนั้นมีความหมายมากมายแล้วแต่ว่าใครจะนิยาม องค์กรหรือแนวความคิดที่พูดถึงเรื่องของ Spiritual Freedom มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะเป็นศาสนาต่างๆ ที่มักจะเน้นให้ผู้ที่นับถือประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เรา“หลุดพ้น”จากกิเลสหรือพันธะทางใจทั้งมวล เพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข“ทางใจ” ที่มีความสำคัญและความหมายมากที่สุดในชีวิตของคนเรา

แต่ “อิสรภาพทางใจ” ที่จะพูดถึงนั้น จะเป็นไปในความหมายแบบคนธรรมดาหรือเป็นแนวปรัชญาอิงกับความคิดของ Victor Frankl ที่อธิบายว่า Spiritual Freedom นั้น เป็นเสรีภาพที่สูงและยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ที่จะเลือกทัศนะคติในชีวิตของตนเองภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหนที่เขาก็ยังสามารถเลือกที่จะคิด และเดินในแนวทางของตนเอง ที่คิดว่าดีและถูกต้อง

ตัวอย่างที่นำมาซึ่งแนวความคิดข้างต้น คือการที่คนยิวในค่ายกักกันของนาซีบางคน ที่พยายามช่วยเหลือปลอบใจเพื่อน ขณะที่บางคนต้อง“ขายจิตวิญญาณ” เพื่อเอาตัวรอด หรืออย่างกรณีของฉากการจมลงของเรือไททานิก ที่เราเห็นในภาพยนตร์ ที่มีทั้งคนที่สงบช่วยเหลือปลอบใจคนอื่น ขณะที่คนบางคนแสดง “ธาตุแท้” ที่เห็นแก่ตัวออกมา

ในการที่จะมี “อิสรภาพทางใจ”ได้นั้น เขาบอกว่าถ้าเราไม่ตั้งใจกำหนดหรือตัดสินใจว่าเราจะเป็นคนอย่างไร และพยายามทำและปฏิบัติตามสิ่งที่กำหนดนั้นไว้ สภาวะแวดล้อมและประสบการณ์ของเราก็จะกลายเป็นตัวกำหนดทั้งตัวตนของเรา และชะตากรรมของเราเองในท้ายที่สุด

ในความหมายนี้แปลว่า การที่เราจะมีอิสรภาพทางใจได้นั้น เราจะต้องศึกษาและหาความหมายต่างๆในชีวิตที่คิดว่าเหมาะสม เราไม่สามารถที่จะคิดโดย “อัตโนมัติ” ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราและสังคม เพราะเหตุว่าความคิดของเรานั้นอาจจะถูก “ครอบงำ” โดยสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบข้างมานาน ดังนั้นความคิดเราก็จะไม่อิสระที่จะคิดนอกกรอบนั้นออกไป

ผมไม่เคยตั้งคำถามกับแนวคิดหรือสิ่งต่างๆเหล่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อผมมีอายุมากขึ้น และกลายเป็นนักลงทุนแบบ VI ผู้มุ่งมั่นและประสบความสำเร็จมีอิสรภาพทางการเงินที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่น ผมก็เริ่มค้นหาความหมายของชีวิต

ความคิดของผมเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมี“อิสรภาพทางใจ”มากขึ้น ไม่ใช่ในแบบของศาสนา ว่าที่จริงอาจจะมีบางสิ่งที่แย้งด้วยซ้ำ เพราะเริ่มที่จะคิดว่าเราอยากที่จะเป็น“เสรีชน” มากกว่าที่จะเป็นคนที่ยึดติดกับความคิดของสังคม ที่มีกรอบมากมายหลายอย่างที่ไม่เห็นด้วยและรู้สึกค้านอยู่ในใจ อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ใช่ “กบฏ” หรือนักปฏิวัติอะไร

ผมแก่เกินที่จะไปทำแบบนั้น เพียงแต่คิดว่าไม่ต้องการนับถือ หรือเชื่ออะไรตามที่คนส่วนใหญ่ทำ ถ้าการศึกษาหรือมโนธรรมของผมพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมหรือถูกต้อง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะหรือเป็นอานิสงส์จากการที่ผมกลายเป็น VI ที่ได้รับอิสรภาพทางการเงิน และเริ่มที่จะมองหา“อิสรภาพทางใจ”ที่มองอีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นสิ่ง“หรูหรา” ที่หลายคนไม่อาจจะแสวงหาได้ง่ายนัก แม้ว่าเขาจะมีเงินมากยิ่งกว่า

เหตุผลก็คือชีวิตและเงินทองของพวกเขายังต้องพึ่งพิงกับคนอื่น ๆ อีกมากในสังคมที่ไม่ยอมรับความเป็น “เสรีชน” ของเขา หรือที่เป็นไปได้มากกว่าก็คือ เขาเองอยู่กับ “สภาพแวดล้อม” ที่มีอิทธิพลสูงในการกำหนดชีวิตของเขา

ความเป็น“เสรีชน”ของผมนั้น แน่นอนเราต้องมีสัญลักษณ์หรือสิ่งประทับใจที่ตรงหรือถูกจริตกับเรา หนึ่งในนั้นก็คือเพลงซึ่งในอดีตผมเพียงแต่รู้สึกว่ามันมีความไพเราะและเป็น เพลงยอดนิยม “อมตะ” แต่ก็ไม่มีความหมายใด ๆ แต่ยิ่งนานและในระยะหลัง ๆ ผมก็“อิน”กับมันนั่นก็คือเพลง “Imagine” ของ จอห์น เลนนอน อดีตนักร้องของวง The Beetle ที่เป็นตำนานของวงดนตรีโลก

เพลง Imagine เกิดขึ้นในปี 1971 ในยุคของสงครามเวียดนามที่ทำให้เกิดกระบวนการประท้วงต่อต้านสงคราม และต่อต้านสังคมของคนหนุ่มสาวที่เรียกว่าพวก “ฮิปปี้” ซึ่งต่าง “แหกกฎ” ของสังคม โดยการไว้ผมยาว แต่งตัวไม่เรียบร้อย รวมถึงการประพฤติตนในแบบที่ไม่เป็นที่ยอมรับของธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม

เนื้อหาของเพลงนั้นเรียบง่ายมาก แต่มีพลังสูง ผมคงไม่แสดงเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษแต่นำคำแปลมาให้อ่านดังนี้คือ : ลองจินตนาการสิว่าโลกนี้ไม่มีสวรรค์ มันง่ายถ้าคุณจะลอง ไม่มีนรกอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เหนือหัวเราก็มีแต่ท้องฟ้า ลองจินตนาการว่าทุกคนต่างก็อยู่เพื่อวันนี้ ลองจินตนาการว่าโลกนี้ไม่มีประเทศ มันไม่ยากหรอกถ้าจะทำ

ไม่มีอะไรที่จะต้องฆ่าหรือต้องตายแทน และก็ไม่มีศาสนาด้วย ลองจินตนาการว่าคนทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตอย่างสงบ คุณคงบอกว่าผมเป็นนักฝันแต่ผมก็ไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนั้น ผมหวังว่าวันหนึ่งคุณจะร่วมฝันกับเรา และวันนั้นโลกทั้งโลกก็จะเป็นหนึ่งเดียว ลองจินตนาการว่าไม่มีการครอบครองอะไรทั้งสิ้น ผมไม่รู้ว่าคุณจะทำได้ไหม ไม่มีความจำเป็นต้องมีความโลภหรือความหิวโหย เราทุกคนจะเป็นเหมือนดั่งพี่น้องร่วมโลก ลองจินตนาการดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนทุกคนแบ่งปันโลกนี้อย่างเท่าเทียม กัน

ผมไม่รู้ว่า VI ผู้มุ่งมั่นและมีอิสรภาพทางการเงินแล้วนั้น ส่วนใหญ่มีอิสรภาพทางใจมากน้อยแค่ไหน และแนวความคิดของพวกเขาไปในทางไหน แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีจิตใจที่ “เสรี” และเป็น “เสรีชน” มากน้อยแค่ไหน ผมรู้เพียงแต่ว่าการเป็น VI ที่มุ่งมั่นคงมีส่วนไม่น้อย ที่ทำให้แนวคิดผมเปลี่ยนแปลงไปและกลายเป็น “เสรีชน” มากขึ้น ผมเองไม่มั่นใจว่าการเป็นเสรีชนทำให้มีความสุขมากขึ้นหรือไม่ รู้เพียงแต่ว่าผมไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นอย่างเดิมที่อยู่ในกรอบของขนบ ธรรมเนียมที่พยายาม“หนี” ออกมาได้
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page