ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

Meeting VI ภาคอีสาน ครั้งที่ 3 (ขอนแก่น)

เนื่องด้วยมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Meeting VI ภาคอีสาน ครั้งที่ 3 (ขอนแก่น) ในวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา จึงอยากจะสรุปความรู้ที่ได้จากงานครั้งนี้บางส่วนเผื่อเป็นประโยชน์ต่อ เพื่อนนักลงทุนท่านอื่นๆที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ครับ
ถ้าผมเข้าใจผิดพลาดหรือจดผิดพลาด รบกวนเพื่อนๆพี่ๆท่านอื่นช่วยแนะนำให้ด้วยครับ

1.Noise กับนักลงทุน
ใน ปัจจุบันนักลงทุนมีช่องทางในการติดต่อ,หาข้อมูลเป็นจำนวนมาก บางครั้งเราควรที่จะต้องระมัดระวังเพราะการที่เรามีช่องทางหาข้อมูลมากเกิน ไปเช่น facebook,twitter,line อาจจะทำให้เรามีจิตใจที่ไขว้เขวจากข้อมูลที่มากเกินไปได้
ยกตัวอย่าง Warren Buffett เองการที่เป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ได้นั้นส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการที่เขา อาศัยอยู่ในเมืองชนบทของสหรัฐ ทำให้ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งรบกวนภายนอกมาก ซึ่งก็จะทำให้มีเวลาคิดและไตร่ตรองข้อมูลได้มากพอ จึงสามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง ซึ่งนักลงทุนต่างจังหวัดเองก็น่าจะได้เปรียบนักลงทุนในเมืองจากประเด็นนี้ เช่นเดียวกัน

2.นักลงทุนควรที่จะเล่นเฉพาะในเกมที่เราถนัด เช่นนักลงทุนบางท่านเองอาจจะถนัดในการลงทุนหุ้นที่ P/E ต่ำ มี Growth ดี Dividend สูง ก็ควรที่จะ focus อยู่ในหุ้นที่เข้า concept นี้ การที่เราเปลี่ยนไปลงทุนหุ้นแบบอื่นที่เราไม่ถนัดอาจจะทำให้เราไม่มีความรู้ และความมั่นใจเพียงพอจนอาจทำให้เสียหายจากการลงทุนได้

3.สำหรับนักลง ทุนที่ portมีขนาดใหญ่ถึงระดับหนึ่ง การที่เรากระจาย port ไปหลายๆ broker ก็น่าจะเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงจากการที่เกิดอะไรขึ้นกับ broker ที่เรามี port หุ้นอยู่ได้

4.Let Profit Run อย่ารีบเด็ดดอกไม้ (หุ้นตัวไหนที่กำไร ปล่อยให้กำไรมันบานเหมือนดอกไม้)

5.Stop lost โดยดูจากเหตุผลที่เราซื้อ (ซื้อเพราะเหตุผลไหน ขายเพราะเหตุผลนั้น)

6.ข้อมูล การซื้อขายจากผู้บริหารนั้นก็เป็นหนึ่งในข้อมูลที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะกรณีสัญญาณซื้อจากผู้บริหารระดับรองๆ และซื้อในปริมาณที่มีนัยยะ

7.การ ให้รางวัลตอบแทนกับครอบครัวโดยเฉพาะบิดามารดาของเรา ควรที่จะรีบดำเนินการถ้าเรามีความสามารถที่พอจะทำได้ เพราะบางครั้งอาจจะสายเกินไปที่จะตอบแทนพระคุณของท่าน

8.การวิเคราะห์โมดูลธุรกิจโดยแผนภาพโดยพี่อาร์ท
ที่มาที่ไปคือการที่บางครั้งเราอ่าน 56-1 ของบริษัทแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้เราลืมเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการฝึกเขียนข้อมูลออกมาเป็นแผนภาพจะทำให้เราเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น

โดยสิ่งที่สำคัญคือโมดูลธุรกิจต้องสามารถตอบโจทย์ 3W1H (What, Why,Where, How)

ซึ่ง concept ในการทำแผนภาพนั้นเหมือนเราต่อ Jigsaw เพื่อรู้การเคลื่อนตัวของสินค้าและบริการ รวมไปถึงการเคลื่อนที่ของ flow ของเงิน
โดยข้อดีของการเขียนแผนภาพนั้น ทำให้ทราบ 1.)ภาพรวมของบริษัท 2.)เข้าใจวิธีสร้างคุณค่าของบริษัท 3.)สามารถนำมาวิเคราะห์ Growth เพื่อดู vision ของผู้บริหาร 4.)สามารถสร้างคำถามจากแผนภาพรวมไปถึงนำคำถามนั้นเพื่อขยายผลในการถามไปยัง บริษัทอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้

หัวข้อที่แผนภาพนั้นไม่ครอบคลุม 1.)แผนภาพเป็นแค่การวิเคราะห์อนาคตคร่าวๆ แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิด 2.)ดูได้แค่ vision ของผู้บริหารแต่ไม่สามารถรู้นิสัยผู้บริหารได้ 3.)ต้องดูภาพใหญ่ประกอบด้วย เพราะแม้ว่า business model ดีแต่อาจจะมีปัจจัยภายนอกอย่างอื่นเข้ามากระทบได้ 4.)Image ต้องมีการ update อยู่เสมอ 5.)เน้นดู product เพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้สนใจคู่แข่งของกิจการ


9.ทัศนคติที่ถูกต้องVI โดยพี่โจ ลูกอีสาน

9.1)นักลงทุนแบบ vi กับทัศนคติที่ว่าหุ้นคือบริษัท และพื้นฐานกิจการจะกำหนดราคาหุ้น

9.2)ทัศนคติเพื่อประสบความสำเร็จ
-ความสำเร็จเกิดจากการฝึกฝนและพยายามอย่างหนัก
-คนเราต้องมีความฝัน ความฝันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต อย่าฆ่าความฝันของเรา
-การที่ลงมือทำด้วยจิตใจที่มุ่งมาดหรือทำด้วย passion นั้นเป็นหนึ่งในการแยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป
-ใจที่ยิ่งใหญ่นั้นจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ใจเล็กจะทำได้แค่สิ่งที่เล็กๆ

9.3)ทัศนคติการลงทุน
-ต้นไม้พิษย่อมให้ผลที่เป็นพิษ เราควรที่จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ถูกต้องในการลงทุน
-ทัศนคติที่ถูกต้องของ VI หุ้นคือธุรกิจ ผลการลงทุนดีไม้ดีขึ้นอยู่กับการเลือกธุรกิจ
-จงมีศรัทธาใน’หลักการลงทุน’ เป็นหลักการที่ถูกต้องตามเหตุและผล อย่าเพียงแค่เชื่อเพราะมันไม่เพียงพอ

9.4)แก่นของ VI
-หุ้นคือธุรกิจมิใช่เพียงแค่ “ราคา”
-รู้มูลค่าที่ควรจะเป็นของหุ้น
-ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น (MOS)
-ความผันผวนมิใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนที่แสนดีของเรา
9.5)องค์ประกอบความสำเร็จนั้นมี 1.)IQ 2.)บุญวาสนา และ 3.)ความมุ่งมั่น ข้อสุดท้ายเป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมได้

9.6)ผมยอมใช้ชีวิตที่คนทั่ไปไม่อยากใช้อยู่ไม่กี่ปี เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตอย่างที่คนทั่วไปไม่สามารถมีไปตลอดชีวิต

9.7)การ ที่เราจะไปถึงเป้าหมายนั้น เราอาจจะต้องฟันฝ่ากับพวกคิดลบ ,ทัศนคติมหาชน, ความลังเล, ความกลัว เพราะฉะนั้นเราเองต้องมีความแน่วแน่มั่นคง

9.8)เมื่อเรามีฐานะที่มั่งคั่งในระดับหนึ่งก็ควรจะตอบแทนสู่สังคมด้วย
คนรวยที่แบ่งปันสู่สังคมนั้นยังมีน้อย แต่จะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่


10.เจาะลึกการลงทุนแบบลูกอีสาน

10.1 VI หาประโยชน์จากความแตกต่างของราคาและมูลค่า
โดยราคาหุ้นนั้นจะไปตามกำไรต่อหุ้นเสมอ ซึ่งกำไรต่อหุ้นก็จะมาจากพื้นฐานของกิจการ เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้พื้นฐานของกิจการ ผู้นั้นก็จะสามารถคาดการณ์ราคาหุ้นได้

10.2 มองหากิจการที่กำไรต่อหุ้นจะเติบโต

10.3 หลีกเลี่ยงหุ้นที่กำไรโต แต่จำนวนหุ้นโตด้วย เพราะจะทำให้เกิด Dilution effect

10.4 ถ้ากำไรหุ้นไม่โต เราก็ควรจะต้องซื้อหุ้นที่ราคาถูกมากๆ และมีโอกาส Unlock เช่น P/E 5 เท่า เพราะเทียบแล้วเราจะได้กำไรเท่ากับ 20% ต่อปี เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากแค่ 2-3%

10.5 จิตวิทยาการซื้อ
-เมื่อเราเจอหุ้น”ตีแตก”ให้รีบซื้อทันที เพราะไม่ช้าก็เร็ว จะมีคนเห็นเหมือนเรา
เมื่อฆ่าควาย จงอย่าเสียดายเกลือ เพราะเราอาจจะพลาดได้ return จากหุ้นเป็น 100% เพียงแค่ต่อรองราคาหุ้นแค่ช่องหรือ 2 ช่อง
-เมื่อเจอหุ้นที่คาดว่าจะดีแต่ยังไม่แน่ใจให้ทยอยซื้อ ถ้าหุ้นขึ้นเรายังได้กำไรและถ้าหุ้นตกเรายังมีโอกาสซื้อหุ้นเพิ่ม

10.6 จิตวิทยาการขาย
-ให้ใช้สูตร 1/3 -1/3-1/3 ทยอยขาย เพราะการทยอยขายเป็นการป้องกันการขายเร็วเกินไปได้
-การขายหุ้นที่พื้นฐานเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ให้รีบขายทันที อย่าปล่อยให้ลุกลาม
-การขายหุ้นเพื่อไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่าให้ทยอยขาย ไม่จำเป็นต้องรีบขายรีบซื้อเพราะจะทำให้ MOS ลดลงได้
-การขายหมูเป็นเรื่องปกติในตลาดหุ้น ทุกคนมีโอกาสขายหมู ถ้าไม่ต้องการขายหมูอย่ามาลงทุนในหุ้น

10.7รับมืออย่างไรเมื่อหุ้นตก
-เอาชนะความกลัวด้วยหลักการ เหตุผล และตัวเลข
-หากพื้นฐานแย่ลงให้รีบขายหุ้นทิ้งทันที แต่หากเป็น effect ระยะสั้น อาจเป็นโอกาสให้ซื้อเพิ่ม
-หากหุ้นตกทั้งตลาดจากปัจจัยต่างๆที่กิจการไม่ได้รับ effect ให้อยู่เฉยๆ เป็นเพียงแค่วิกฤติราคาหุ้นเท่านั้น
-ห้ามขายหุ้นทิ้ง ตอนที่ตลาดตกต่ำหนักๆอย่างเด็ดขาด

10.8 อคติ (bias) การประพฤติที่ผิด ความไม่ยุติธรรม การเห็นผิด
-มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์สูงสุดเสมอไปเพราะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง
-ตัวอย่าง อคติเมื่อซื้อหุ้น 1.)ซื้อเพราะผู้บริหารหน้าตาดี 2.)ซื้อเพราะอยากติดชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 3.)ซื้อเพราะราคาหุ้นขึ้น กลัวตกรถ 4.)ซื้อเพราะชาตินิยม Ex.Unicord, GF
-อคติเมื่อถือหุ้น เห็นแต่ด้านดีของหุ้น มองข้ามข้อเสีย (ความรักทำให้ตาบอกและเจ๊งหุ้น)
-พึง ระวังการอ่านข้อมูลจากห้อง 100 คน 100 หุ้น รวมไปถึง web board อื่นๆเพราะคนที่post มากกว่า 90%ขี้นไปเป็นคนที่ถือหุ้นบริษัทนั้นอยู่ทำให้มีโอกาสที่จะ post แต่ด้านดีของบริษัทนั้นๆ
-ตัวอย่างอคติเมื่อขายหุ้น 1.)ขายเพราะราคาหุ้นขึ้นมา 1 เท่าตัว 2.)ขายเพราะราคาลงมาเยอะ กลัวจะลงไปอีก 3.)ไม่ขายเพราะอยากเห็น Port เขียว 4.)ไม่ขายเพราะ ผูกพัน 5.)ไม่ขายเพราะต้นทุนต่ำ เช่น PTL, STA

10.9 Over Confidence พึงระวังการมั่นใจที่มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือหุ้นเพียงแค่ตัวเดียว , การกู้เงินมาซื้อหุ้น หรือซื้อตราสารอนุพันธ์ และต้องระวังการที่เรามั่นใจจนกระทั่งฟังน้อยลงและหาข้อมูลน้อยลง

10.10 พฤติกรรมแบบฝูง
-เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงมีแนวโน้มตัดสินใจคล้อยตามกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
-โดยทั่วไปแล้วเหตุการณ์จะดำเนินไปถึงจุด Trigger Point ซึ่งจะส่งผลให้ย้อยกลับไปสู่สมดุล หรือไปสุดอีกทาง เช่นภาวะฟองสบู่
-ตัวอย่างวิวัฒนาการพฤติกรรมแบบฝูง Case ดอกทิวลิปใน Holland, จตุคามรามเทพ, Iphone, Ipad
-เราจะเอาชนะความไร้เหตุผล ด้วยเหตุและผลทางธุรกิจ
-คนที่ไม่โอนอ่อนอาจจะถูกเย้ยหยันเป็นเรื่องปกติ เราถูกเพราะเหตุผลเราถูก
-Webboard หุ้นเป็นที่ที่ง่ายที่จะเกิดพฤติกรรมหมู่

10.11 พึงระวังการซื้อหุ้นตามเซียน เพราะ เซียนอาจจะไม่ได้ถูกทุกครั้งและเวลาที่เซียนขายก็ไม่ได้บอกเรา

10.12 อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
-ความสามารถอดทนรอได้เป็นคุณสมบัติของเซียนหุ้น
-เซียนรอกำไรเป็นเด้งๆได้
-เซียนรอราคาที่ที MOS ได้
-เซียนทนที่จะพลาดรถหลายคันได้

10.13 สรุป
-การจะรวยขึ้น ไม่อาจอาศัยแค่เพียงแรงผลัก ต้องอาศัยแรงถีบเพื่อผลักดันตัวเราให้ขึ้นไปสู่จุดที่หวัง
-ความมั่นคงเกิดจากภายใน มิใช่เกิดจากสิ่งของนอกกาย
-จงเป็นผลไม้ที่ผลสุกเต็มต้น รอผู้คนมาเก็ยกิน

11.เราอาจต้องยอมพ่ายแพ้ในบางสมรภูมิ เพื่อที่จะชนะสงคราม

12.Portfolio Handle
ถือ หุ้นตามระดับความมั่นใจ มั่นใจมากก็ถือมาก มั่นใจน้อยก็ถือน้อย แต่ก็ควรจะมี limit position ไม่ให้เกิน 40% ของ port โดยการจัดแบบนี้นั้นไม่ได้จัดเพื่อให้ได้ maximum profit แต่เป็นการจัดเพื่อให้ได้ Profit อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (โอกาสในการเสีย ต้องพยายามปิดให้มากที่สุด)

13.อย่าไปพยายาม Timing ตลาด
การ ที่เราได้ return 20-30% 9ปี แล้วไปเจอวิกฤติราคาหุ้นลดลงไป 50% ยังดีกว่ารอไป10 ปี เพื่อให้เกิดวิกฤติเพื่อจะได้ return 100% ใน 1 ปี

14.Case Study หุ้น GL (ในอดีต)
ในขณะปี 55 เดือน 5 นั้นบริษัทประสบกับข่าวร้ายทุกด้าน
1.)MD ลาออก รวมไปถึงเอาผู้บริหารบางท่านออกไปด้วย
2.)น้ำท่วม ทำให้ผลิต Motorcycle ไม่ได้ ซึ่งก็ส่งผลทำให้บริษัทปล่อยสินเชื่อไม่ได้
3.)บริษัทยังมี Warrant ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นบริษัทที่หุ้นถูกเรื้อรังแม้ว่าจริงๆแล้วมี Warrant อยู่ปริมาณไม่เยอะ
4.)ช่วงนั้นกำไรลดลงไป 40-50% ทำให้ราคาหุ้นลดลงไปมาก
ช่วงนั้นก็ติดตามบริษัทไปเรื่อยๆ ซึ่งทางบริษัทให้ข่าวตลอดว่ากำลังแก้ไขปัญหาได้ โดยที่ตอนนั้น port สินเชื่อเหลือแค่ครึ่งเดียว D/E ratio ลดลงมาเหลือแค่ 0.6 เท่า ณ ตอนนั้นผู้บริหารก็เริ่มออกข่าวให้เป้าว่าจะโตหลายเท่า ซึ่งจริงๆแล้วโตแค่เท่าเดียวก็ถือว่าเยอะมาก โดยถ้าซื้อหุ้น ณ ตอนนั้น จะได้ Dividend Yeild ประมาณ 11%
พอหลังจากที่ซื้อหุ้นได้สักพัก ก็เริ่มมีเหตุการณ์ดีๆหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปประมาณ 3 เท่า

15. Benjamin Graham “An investment operation is one which, upon thorough analysis, promises safety of principal and an adequate return.”

16.สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในงบการเงิน
1.)D/E Ratio ถ้ามากกว่า 1 เริ่มกลัว ,มากกว่า 1.5 เท่าเริ่มไม่สบายใจ ,มากกว่า 2 เท่า มีโอกาสเพิ่มทุน
2.)หนี้สินระยะสั้น Compare สินทรัพย์ระยะสั้น ถ้ามีหนี้สินระยะสั้นเยอะ ไม่สบายใจ แต่ต้องดู business model ประกอบด้วย เพราะธุรกิจบางอย่างเช่นค้าปลีก อาจมีหนี้สินระยะสั้นสูงแต่มาจากการได้ credit จาก supplier ได้
3.)สินค้าคงเหลือ, ลูกหนี้คงเหลือ
4.)กระแสเงินสด

17.วิธีการหาข้อมูลบริษัท
อ่านข่าวจดทะเบียนที่แจ้งตลาด, ดู Opp day, อ่านร้อยคนร้อยหุ้น . ดูweb กลต , Info Quest, Efinance, กรุงเทพธุรกิจ เป็นต้น
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page