ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

สมัยพระนารายณ์มหาราช เรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างไร? โดย #พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต

อาตมาอยากจะท้าวความในประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นมายังไง แล้วต่อไปแล้วยังจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือเปล่า ไทยเรานี่อยู่ร่วมกับใครก็ได้ ถอยหลังไปอย่างที่เราจะมีหลักฐานพอจะเห็นได้ก็สมัยที่ฝรั่งเริ่มเข้ามา มีบันทึกเหตุการณ์ถึงคนไทยจะไม่บันทึก ฝรั่งเขากับบันทึกไว้ สมัยพระนารายณ์มหาราช ฝรั่งก็เข้ามาแล้ว ฝรั่งที่เข้ามาล่าเมืองขึ้น มาค้าขายอะไรต่างๆเหล่านี้ มีการนำศาสนาเข้ามาเผยแผ่และแล้วพวกที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาเข้าก็บันทึกไว้


อย่างพวกบาทหลวงเนี่ย ก็บันทึกถึงสภาพชีวิตจิตใจนิสัยของคนไทยที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนลัทธิศาสนาไหน อาตมาจะอ่านให้ฟังถึงที่ทางศาสนาคริสต์ บาทหลวงพอเข้ามา เขาจะมาเผยแผ่ศาสนา แล้วเขาก็มาดูว่าคนไทยเป็นยังไง แล้วเขาก็บันทึกไว้ นี่เป็นบันทึกสมัยอยุธยา ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บาทหลวงชื่อ จองเดอบลู ได้บันทึกไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งกรมศิลปากรณ์ได้นำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือไว้ เป็นจดหมายเหตุการเดินทางของพระสังฆราชแห่งเบลิซ นี่หมายถึงว่า เป็นประมุขของศาสนาฝ่ายคริสที่เข้ามา เขาเขียนไว้เป็นบาทหลวงเองเขียน ไม่ใช่เราเขียน

“ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดในโลก ที่มีศาสนาอยู่มากมาย และแต่ละศาสนา สามารถปฏิบัติพิธีการของตนได้อย่างเสรี เท่ากับประเทศสยาม ”


เขามีประสบการณ์ในการไปเผยแพร่ศาสนามาเยอะแยะ ทำไมเห็นเมืองไทยแล้วเค้ามีความประทับใจแบบนี้  อีกตอนเขียนบอกว่า


“ความคิดของชาวสยามที่ว่าทุกศาสนาดีทั้งนั้น พวกเขาจึงไม่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอื่นใด หากศาสนานั้นๆ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ภายในกฎหมายของรัฐ นับแต่โบราณกาลผู้ปกครองของไทย มีเจตนารมณ์อันดีงาม ที่จะปล่อยให้แต่ละชาติปฏิบัติพิธีการทางศาสนาของตนได้อย่างเสรี”


และอีกตอนก็บอกว่า
“นี่เองคือเสรีภาพในสูตรที่เกี่ยวกับการนับถือศาสนา อันเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายได้ชื่นชมกัน อยู่ในราชอาณาจักรแห่งนี้”


อันนี้บาทหลวงเขียน ทีนี้ดูฝ่ายฝรั่งที่เป็นทหาร เป็นนักปกครองบ้าง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและมีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง เข้ามารับราชการอยู่ก็ได้เป็นนายพล ชื่อนายพล ฟอร์บัง ก็อยู่ในเมืองอยุธยานานแล้ว ต่อมาก็กลับไปประเทศฝรั่งเศส ก็ไปเล่าให้ทางฝรั่งเศสฟัง แล้วเขาก็บันทึกไว้ 

จะอ่านเรื่อง การชวนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้หันเข้าหาศาสนาคริสต์ก่อน อันนี้เป็นประชุมพงศาวดาร พ่อค้าฝรั่งเศส อันนี้เอาบันทึกพ่อค้าฝรั่งเศสก่อนจะถึงบันทึกของ นายพล ให้เห็นหลายหลายอย่าง บาทหลวง ก็รู้ว่าเขาพูดว่ายังไง พ่อค้าเค้าพูดว่ายังไง ทหารเค้าพูดว่ายังไง นี้พ่อค้าฝรั่งเศสเค้าเขียนว่า


“ถ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงชักชวนแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็คงจะหันเข้าหาศาสนาโรมันคาทอลิกเป็นแน่ ถ้าการเป็นได้เช่นนี้จริงแล้ว จะเป็นพระเกียรติยศแก่พระเจ้าหลุยส์ สักเพียงไร เพราะการที่พระองค์ได้ทรงจัดการศาสนาในพระราชอาณาเขตของพระองค์ ยังได้ทรงจัดการทำลายศาสนาอันไม่ดีในฝ่ายตะวันออก ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่เจริญที่สุดอยู่แล้ว”


อันนี้ก็หมายความว่าเขาเห็นสมเด็จพระนารายณ์เนี่ยไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ อุปถัมภ์ศาสนานักบวช บาทหลวงที่เข้ามาเผยแผ่ เค้าเลยเข้าใจผิด นึกว่าในหลวงทรงพร้อมแล้วที่จะไปนับถือศาสนาคริสต์ ก็เลยบอกให้พระเจ้าหลุยส์ ได้ทำพระราชสาส์นมาชวน ก็เพราะความใจดีของคนไทยจนกระทั่งเขาเข้าใจผิด


อีกอันหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า เขามีความภูมิใจว่าถ้าเขาไปไหนเนี่ย เขาได้เอาศาสนาของเขาไปแล้วเขาได้ทำลายศาสนาของที่นั่นด้วย เพราะเขาก็ถือว่าศาสนานั้นไม่ดี เพราะฉพนั้นเขาก็เขียนคุยไว้ในนี้ว่า


“ยังได้ทรงจัดการทำลายศาสนาอันไม่ดีในแผ่นดินภาคตะวันออก”


เขาถือว่าไม่ดีไปหมด อันนี้เป็นของบันทึกของพ่อค้า ซึ่งต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงมีพระราชสาส์นมาเชิญชวนสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้หันไปนับถือคริสต์อย่างที่ว่าจริงๆ ทุกท่านคงทราบว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงตอบว่าอย่างไร คำตอบก็ยาวอยู่ ก็มีข้อความเอากันสั้นๆว่า 

"พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างสิงห์สาราสัตว์ ทรงดลบันดาลได้ทุกอย่าง ถ้าหากว่าพระเจ้าต้องการให้พระองค์เป็นคริสพระองค์ก็จะบันดาลเอง"

เพราะฉะนั้นพระเจ้าหลุยส์ ไม่ต้องมายุ่ง ก็พระเจ้าทรงบันดาลได้ทุกอย่างอยู่แล้ว พระเจ้าก็บนดาลถ้าพระองค์ต้องการ นี่แสดงว่ายังไม่ทรงต้องการสิ จึงยังปล่อยให้พระองค์เป็นพุทธอยู่


พระนารายณ์มหาราช ทรงมีพระปรีฌาสามารถอย่างยิ่ง ตอบทีเดียว พระเจ้าหลุยส์ก็เลยไม่รู้จะว่ายังไง บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น


นายพลฟอร์บัง เขียนไว้ว่า

“ที่ทำให้คริสศาสนาแผ่ไพศาลไปได้ไม่เร็วนั้น ต้องโทษจรรยาวัตรของพระภิกษุสงฆ์ ที่มีความอดทนและเคร่งครัดมากที่สุด พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ไม่เสพสุราเมรัย ฉันแต่ของที่คนใจบุญถวายเป็นวันๆไปเท่านั้น ของที่ได้มากเกินความจำเป็นก็บริจาคให้คนจน ไม่เก็บไว้สำหรับวันรุ่งขึ้นเลย ตามปกติใจความของพระธรรมเทศนานั้น แนะนำให้คนทำบุญ จึงทั่วพระราชอาณาจักรนั้น มีคนใจบุญมากมายเพราะฉะนั้นเราจะไม่แลเห็นคนที่จนถึงต้องขออาหารมารับประทาน ธรรมจันทร์ยาของเขา (นี่หมายถึงของคนไทย) เลิศกว่าของเรามาก”


นี่นายพลฝรั่งเศสเขาเขียน 

"เขาหานับถือผู้สั่งศาสนาถ้าผู้สั่งสอนศาสนาของเราไม่ เพราะว่าผู้สั่งสอนศาสนาไม่เคร่งครัดเท่ากับภิกษุสงฆ์ เมื่อผู้สั่งสอนศาสนาของเราแสดงคริสตธรรม คนไทยซึ่งเป็นคนว่านอนสอนง่ายนั่งฟังธรรมะปริยายนั้นเหมือนฟังคนเล่านิทานให้เด็กฟัง ความพอใจของเขานั้น ไม่ว่าจะสอนศาสนาใดก็ชอบฟังทั้งนั้น"
พระภิษุสงฆ์ไม่เถียงเรื่องศาสนากับผู้หนึ่งผู้ใดเลย เมื่อมีคนยกคริสศาสนา หรือศาสนาใดๆมาพูดกับท่าน ท่านก็เห็นว่าดีทั้งนั้น ถ้ามีคนมาปรักปรำพระพุทธศาสนาท่านก็ตอบอย่างเย็นใจว่า

“เมื่ออาตมาภาพเห็นว่าศาสนาของท่านเป็นศาสนาที่ดี เเหตุอะไรท่านจึงไม่เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีเหมือนกันเล่า”

พระเราก็ตอบเงี้ยะ คือ มีจิตใจกว้างขวาง อย่างที่ฝรั่งเขาพยายามมานานเนแล้วแต่ไม่สำเร็จ ฝรั่งมันมีแต่รบกันน่ะ ฆ่ากันเรื่องศาสนา จนกระทั่งต้องอยู่กับด้วยกฎหมาย เอากฎหมายมาเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้คนมารุกรานกัน ก็เป็นอย่างนี้มาเป็นประเพณีมาตลอด ที่มา: ส่วนหนึ่งของ ธรรมะบรรยายสถานการณ์พระพุทธศาสนาจากอินเดียสู่เอเชีย โดย พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต วัดญาณเวศกวัน ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page