ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ภาคที่ ๓ โครงสร้างและฐานราก พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล

หลัง จากศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ออกแบบพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลเสร็จเรียบรอยแล้ว คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีรัฐพิธีก่อฤกษ์ ณ ตำแหน่งฐานพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล ณ บริเวณ พุทธมณฑล เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๔ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากนั้นงานปั้นหล่อพระพุทธรูปพระประธาน พุทธมณฑล ได้ประสบอุปสรรคบางประการ งานจึงชะงักมาเป็นเวลาร่วม ๒๔ ปี จนกระทั่ง ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรี สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รื้อฟื้นจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑลฝ่ายสงฆ์และฝ่าย ฆราวาส ขึ้นใหม่ดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาโครงการจัดสร้างพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลของเดิมแล้วมีความ เห็นว่า พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลซึ่งกำหนดไว้เดิมมีขนาดสูง ๒,๔๐๐ นิ้วนั้นต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาดำเนินการมาก ประกอบกับการออกแบบโครงสร้างตามพุทธลักษณะดังกล่าว อาจมีความมั่นคงแข็งแรงไม่ เพียงพอ จึงมีมติให้ลดขนาดลงเหลือความสูง ๒1๔๐๐ กระเบียด และให้ใช้วิธีหล่อสำริด ซึ่งจะทำให้เป็นพระพุทธรูปสำริดปางลีลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเท่าที่เคย สร้างกันมา

จากความสูงขององค์พระพุทธรูปสำริด ๒,๔๐๐ กระเบียดนั้น จะมีน้ำหนัก ประมาณ ๒๐ ตัน คณะกรรมการฯ จึงได้มอบหมายให้งานสำรวจและวิจัย กองก่อสร้าง กรมโยธาธิการ ดำเนินการสำรวจทางด้านวิศวกรรมเกี่ยวกับลักษณะชั้นดินในบริเวณที่จะ สร้างองค์พระพุทธรูป

เจ้าหน้าที่งานสำรวจและวิจัย ได้ดำเนินการเจาะสำรวจดินระหว่างวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ถึง ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑ โดยเจาะสำรวจ ๓ แห่งคือ
- บริเวณที่จะทำการก่อสร้างองค์พระประธาน (หลุมเจาะ BHj, BH2, BH3)
- บริเวณที่จะทำการก่อสร้างตำหนักสมเด็จพระลังฆราช (หลุมเจาะ BH4)
- บริเวณหอถังนา (หลุมเจาะ BH5)

ผังบริเวณเจาะสำรวจชั้นดินบริเวณพุทธมณฑล



ในจดหมายเหตุนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะผลการเจาะสำรวจจากหลุมเจาะ BHj, BH2, BH3, BH4 ^งเป็นหลุมเจาะที่อยู่ในบริเวณฐานองค์พระพุทธรูปและบริเวณใกล้เคียง

ลักษณะสันดินในบริเวณหลุมเจาะ BHj, BH2, BH3, BH4 นั้นมีลักษณะสันดิน เหมือนกัน แบ่งระดับได้ดังนี้
ที่ระดับ ๐.๐๐- ๒.๐๐ เมตร           ดินผิวบนปนวัชพืชมีความแข็งปานกลาง
ที่ระดับ ๒.๐๐-๑๓.๐๐ เมตร         เป็นสันดินอ่อนสีเทา มีเปลือกหอยไมกาและทรายละเอียดปนเป็นจุด
                                                     ขีดจำกัดความเหลวของดิน(Liquid Limit)   อยู่ระหว่าง ๗๒-๗๓%
                                                     ปริมาณความื้น (Moisture Content) อยู่ระหว่าง ๓๐-๗๔.๖๖%
                                                     in situ vane shear ๑.๖-๔.๗๕ T/m2
                                                     จำแนกอยู่ในกลุ่ม CL และ CH
ที่ระดับ ๑๓.๐๐-๒๑.๐๐ เมตร       เป็นสันดินเหนียวสีเทาและสีน้ำตาลที่แข็งแรงมาก มีไมกาและเปลือกหอยปน
                                                     ขีดจำกัดความเหลวของดิน (Liquid Limit) อยู่,ระหว่าง ๓๗.๙-๕๕.๖%
                                                     ปริมาณความชื้น (Moisture Content) อยู่ระหว่าง ๒๐.๐๒- ๓๙.๒๔%
                                                     Unconfined Compressive strength อยู่ระหว่าง ๑.๒- ๔.๙๒ T/m2
                                                     จำแนกอยู่ในกลุ่ม CL และ CH
ที่ระดับ ๒๑.๐๐-๓๖.๔๕ เมตร      เป็นสันทรายละเอียดและทรายหยาบสีเทาและสีดำเป็น
                                                     จุดๆ ที่มีความแน่นน้อยจนแน่นมาก มีทรายหยาบและ
                                                     ไมกา และเปลือกหอยปน
                                                     ปริมาณความชื้น (Moisture Content) อยู่ระหว่าง ๒๑.๓๒-๓๓.๔๗%
                                                     N อยู่ระหว่าง ๒๒-๗๗ blows/ft.
                                                     จำแนกอยู่ในกลุ่ม SM และ SC
                                                     มีสันทรายปนดินเหนียวสีเทาเป็นสันยาวที่ระดับ๒๔.๕๐-๒๗.๐๐ เมตร
หมายเหตุ
CL = Inorganic silts and very fine sands, rock flour, silty or clayey fine sands with slight plasticity
CH = Inorganic clays of high plasticity, fat clays
SM = Silty sands, poorly graded Sand-silt mixtures
SC = Clayey sands ; poorly graded sand-clay mixtures
N = Number of blows per foot by Standard Penetration Test
ลักษณะชั้นดินในบริเวณหลุมเจาะที่ ๑


ลักษณะชั้นดินในบริเวณหลุมเจาะที่ ๒


ลักษณะชั้นดินในบริเวณหลุมเจาะที่ ๓


ลักษณะชั้นดินในบริเวณหลุมเจาะที่ ๔
จะเห็นได้ว่า ดินเดิมเป็นดินอ่อนมีความสามารถในการรับน้ำหนักเพียง ๖.๒๒๔: ตัน ต่อตารางเมตร และเดิมคณะกรรมการฯ ได้กำหนดจะจัดสร้างองค์พระพุทธ¬รปบนเนินดิน ซึ่งจะถมขึ้นให้สูง ๗ เมตร ในรัศมี ๔๐ เมตร น้ำหนักดินถมจะหนัก ประมาณ ๑๓.๓ ตัน ต่อตารางเมตร อันจะทำให้เกิดการทรุดตัวอย่างมาก เพราะในดินเดิม ไม่สามารถจะรับน้ำหนักได้ จึงจำเป็นด้องเปลี่ยนรูปแบบบริเวณฐานองค์พระพุทธรูปใหม่ นอกจากนี้ ลักษณะองค์พระพุทธรูปเป็นปางลีลา มิได้ประทับยืนตรง หากก้าวพระบาท ไปข้างหน้า และยกพระกรชึ้นข้างหนึ่งนั้น ในการคำนวณความมั่นคงมีความยุ่งยาก ซับซ้อนกว่าอนุสาวรีย์ทั่วไป ซึ่งมีรูปทรงเป็นแบบเรขาคณิต คณะกรรมการฯ จึงได้เชิญ ดร.รซฎ กาญจนะวณิชย์ วิศวกรโยธา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโครงสร้าง มาเป็นผู้ออกแบบ โครงสร้างฐานรากขององค์พระพุทธรูป
    ดร.รชฎ กาญจนะวณิชย์ ได้ออกแบบโครงสร้างภายในองค์พระพุทธรูป โดยใช้ เหล็กไม่เป็นสนิม COR-TEN ติดตั้งบนฐานบัวรองรับองค์พระพุทธรูป ซึ่งเป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก ถัดลงมาเป็นลานรอบฐานโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วย กระเบื้องดินเผา และลานชั้นล่าง โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยกระเบื้อง ดินเผาเช่นกัน
    สำหรับการตอกเสาเข็มบริเวณฐานรากนั้น ได้ใช้เสาเข็มชนิดคอนกรีตอัดแรง ขนาด ๓๐x๓๐ เชนติเมตร ความยาว ๒๒ เมตร รูปตัวไอ พื้นที่หน้าตัด ๕๗๕ ตารางเชนติเมตร สามารถรับนํ้าหนักปลอดภัยได้คันละ ๓๐ ตัน โดยทำ load test ที่ ๔๐ ตัน การทรุดตัว ๑.๐๔๖ นิ้ว เสาเข็มที่ตอกนี้ กำหนดไว้เป็นจำนวน ๒๙๔ ต้น แต่เนื่องจากมีอุปสรรคในการตอก จึงจำเป็นต้องตอกเพิ่มอีก ๕ ต้น เป็นจำนวนตอกจริงทั้งสิ้น ๓๐๓ ต้น เฉพาะฐานในองค์พระพุทธรูปนั้นตอกเสาเข็มจำนวน ๑๑๓ ต้น


แบบแปลนการตอกเสาเข็ม และคานคอดิน





โครงสร้างเหล็ก COR-TEN ของรูปตัดพระพุทธรูปด้านหน้า



โครงสร้างเหล็ก COR-TEN ของรูปตัดพระพุทธรูปด้านข้าง



รูปตัดแสดงการติดตั้งเหล็ก COR-TEN ในส่วนต่างๆ

รูปตัดแสดงการติดตั้งเหล็ก COR-TEN ในส่วนต่างๆ


รูปตัดแสดงการติดตั้งเหล็ก COR-TEN ในส่วนต่างๆ
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page