ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

พระลิขิต พระวินิจฉัย พระดำริ : ภาคน่าจะจบซะที (ตอนที่ ๓)

หลายท่านอาจสงสัยว่า ในเมื่อเรื่องวัดพระธรรมกายได้มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า จบไปแล้ว ทำไม ผมจึงเขียนต่อ
ขอเรียนว่า ผมไม่ได้เขียนแก้ต่างให้วัดพระธรรมกาย แต่ผมเขียนอธิบายความจริงแทนมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ อธิบายความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เพื่อให้ชาวพุทธหรือศาสนิกของศาสนาอื่น ที่อ่านโพสต์ของผม ได้เข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา ที่มีคน/กลุ่มบุคคล/หน่วยงานที่ไม่รู้/แกล้งไม่รู้ ได้ทราบ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย เมื่อผมอธิบายไปแล้ว ทำให้ความจริงชัดเจน และเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ผิดจริง ก็เป็นเรื่องที่ท่านควรจะได้รับความเป็นธรรม ตามธรรมดา และเรื่องนี้ก็จบไปนานแล้ว จึงไม่ต้องกล่าวถึงอีก
มหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ท่านไม่ตอบโต้หรอกครับ ถ้าตอบโต้ ก็จะถูกกล่าวหาอยู่ร่ำไป
ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ที่มีการใส่ร้ายมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ ถ้าผมมีเวลา ผมก็จะนำมาอธิบายให้กระจ่าง พร้อมกับอาจจะมีบทความที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์งานพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้หรือเป็นประกายให้เกิดการพัฒนาต่อไป ท่านไม่ต้องขออนุญาตผม อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เอาไปใช้ได้เลย แชร์เอาไปเลย ครับ ผมยิ่งชอบ
ผมเลิกเดินสายบรรยายมานาน เพราะเห็นว่าไม่คุ้ม เสียเวลาเปล่า เตรียมตัว ๓ วัน ไปบรรยาย ๓ ชั่วโมง เสร็จแล้วเป็นอากาศธาตุ หายไปหมด หลังบรรยายเสร็จ.. เอาเป็นข้อเขียนเสนอความคิดดีๆ ดีกว่า ใครใคร่เอาไปใช้ ก็เอาไป ยิ่งใช้มาก ยิ่งดี..
ตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวยืนยันว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ไม่ได้ทรงกระทำสิ่งที่เจ้าคุณชั้นราชฯ เรียกว่า พระวินิจฉัย แน่นอน
ดังนั้น ใครที่กล่าวว่า เพื่อปลดเปลื้องพระองค์จากอาบัติสังฆาทิเสสนั้น แสดงว่า คุณกล่าวหาสมเด็จพระสังฆราชว่าเป็นอาบัติสังฆาทิเสส จะเป็นการกล่าวแบบตั้งใจไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ หรือเป็นการกล่าวอ้างมั่วๆ คนที่เขารู้ เขาก็จะดูถูกคุณเอง นี่คือผลกรรมที่จะได้รับในเบื้องต้น ส่วนขั้นต่อไปก็จะเข้าข่ายตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์หมวดสุดท้าย ว่าด้วยโทษที่ละเมิดกฎหมายคณะสงฆ์หรือไม่ ไม่ว่าคุณจะอยู่ใน/แอบอยู่ในเพศใด ก็ไปดูกันเอาเอง
ที่จะอธิบายก็คือ ข้อกล่าวอ้างที่บางคน/บางหน่วยงานระบุว่า มหาเถรสมาคมเปลี่ยนคำว่า พระวินิจฉัย ให้เป็น พระดำริ เพื่อช่วยให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายพ้นผิด ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ตามมติมหาเถรสมาคม มติที่ ๑๙๓/๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ที่ท่านอ้างกันว่า มหาเถรสมาคมมีมติยืนยันพระวินิจฉัยแล้ว พระวินิจฉัยจึงเป็นกฎหมายได้ และกล่าวหาว่า มหาเถรสมาคมเปลี่ยนคำว่า วินิจฉัย เป็น พระดำริ ในทำนองเชิงลบ นั้น
มติมหาเถรสมาคมครั้งนั้น มีดังนี้ : ที่ประชุมรับทราบพระดำริที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด มหาเถรสมาคมสนองพระดำริมาโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม
ผมจึงบอกว่า มติแบบนี้ หมายความว่าอย่างไร เจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องเคยปรึกษาใครบ้างหรือเปล่าว่า หมายถึงอะไร ทำไมมหาเถรสมาคมจึงเปลี่ยนคำว่า พระวินิจฉัย เป็น พระดำริ
คำตอบบางส่วนได้ตอบไปแล้วว่า พระวินิจฉัยนั้นขัดกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และหลักพระวินัยเรื่องนานาสังวาส ดังนั้น พระวินิจฉัยที่อ้างถึงจึงบังคับใช้ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามพระวินัยเรื่องนานาสังวาส ซึ่งผมได้ยืนยันว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงจบ ป.ธ. ๙ ทรงเคร่งเรื่องพระวินัย และเป็นประมุขสงฆ์ จะไม่ทรงทำเด็ดขาด
ขอย้อนกลับไป ณ เวลานั้น ว่า เมื่อมีการนำเสนอมหาเถรสมาคม ต้องถามต่อไปว่ามหาเถรสมาคมรู้ไหมว่าเรื่องดังกล่าวไม่จริง ตอบได้เลยว่า รู้ครับ แต่ถ้าจะให้ถอนเรื่องออกไป จะมีปัญหาตามมา หลายอย่าง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ขนาดผิดทั้งพระวินัยและกฎมหาเถรสมาคม มหาเถรสมาคมยังมีมติว่า “ที่ประชุมรับทราบพระดำริที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด” ท่อนนี้ แสดงว่า มหาเถรสมาคมรับทราบแล้ว แต่ข้อความต่อไป จะเป็นตัวบอกว่าพระวินิจฉัยที่เจ้าคุณราชฯ ให้กรมการศาสนาเสนอมหาเถรสมาคมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมติจะเป็นตัวกำกับต่อไปว่า “มหาเถรสมาคมสนองพระดำริมาโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม”
ตรงนี้แหละครับ ที่กำกับว่า รับทราบ เฉพาะที่ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่รับทราบ นี่คือการใช้คำที่เรียกว่า มือไม่ถึง จะไม่สามารถเข้าใจนัยยะที่มหาเถรสมาคมลงมติไว้
ทำไม มหาเถรสมาคมจึงต้องเปลี่ยนคำว่า พระวินิจฉัย เป็น พระดำริ ด้วยล่ะ
ตรงนี้ ต้องขออธิบาย ตามแนวทางที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ถึงมรณภาพไปแล้ว ท่านได้เคยพูดในที่ประชุม และผมจำได้ทุกประเด็นที่ท่านเคยพูดไว้ ท่านได้บอกไว้ครั้งเดียว แต่ผมจำได้แม่นว่า ถ้าเขาใช้คำผิดมา เราอย่าไปใช้ผิดตามเขา ต้องใช้คำที่ถูก เขาจะได้ทราบ
ผมจึงใช้ความรู้นี้มาวิเคราะห์มติมหาเถรสมาคมนี้ และเห็นว่า มหาเถรสมาคมเปลี่ยนคำว่า พระวินิจฉัย เป็น พระดำริ เป็นการใช้คำที่คมและเหมาะสมมาก เพราะคำว่าวินิจฉัยจะมีลักษณะการตัดสินอยู่ในตัว ตรงกับภาษาไทยว่า ตัดสิน แต่มหาเถรสมาคมทราบว่า ถ้าใช้คำนี้ จะผิด และใครไม่รู้ความจริงก็จะกล่าวว่าว่า สมเด็จพระสังฆราชวินิจฉัยผิดพระวินัยและกฎมหาเถรสมาคม จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติของพระองค์ท่าน ทั้งที่ไม่ได้ทรงทำ
เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ มหาเถรสมาคมจึงเปลี่ยนคำเป็น พระดำริ (ความคิด) แทน ทำให้ดูว่า เอกสารที่นำมาเสนอมหาเถรสมาคมนั้นไม่ใช่การตัดสิน เป็นเพียงความคิดเฉยๆ แต่เมื่อมีการนำมาเผยแพร่/อ้างอิงกัน เพื่อทำร้ายกัน ผมก็ไม่อาจห้ามได้
จึงได้แต่บอกว่า คน/กลุ่มคน/หน่วยงานที่นำเอกสารมากล่าวโจมตีมหาเถรสมาคม จะทำด้วยความโง่เขลา ความอาฆาต ที่มุ่งจะทำลายมหาเถรสมาคมให้ย่อยยับ หรือด้วยเจตนาใดก็ตาม.. มันกลายเป็นการทำร้าย สมเด็จพระสังฆราช อย่างไม่น่าให้อภัย..
พวกเขาควรได้รับผลกรรมที่เหมาะสมในอนาคต…
วันนี้ ขอเขียนเท่านี้ก่อน เพราะเขียนต่อไม่ได้จริงๆ ว่า พวกเขาควรจะได้รับอะไรบ้าง ?
(ขอกลับไปเตรียมตัวทำงานในหน้าที่ก่อน วันหยุดหรือถ้าผมว่าง จะอธิบายไปเรื่อยๆ)
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page