ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ภาคที่ ๒ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กับงานสร้างพระพุทธรูปองค์ต้นแบบ


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
โดยดำรง วงศ์อุปราช


พระพุทธรูปองค์ต้นแบบ ขนาดสูง ๒.๑๔ เมตร
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ปั้นแบบ ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นบรมครูของงานศิลปกรรมร่วมสมัยในประเทศไทย ทั้งเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาวิชาศิลปในประเทศไทยด้วย ประวัติของท่านในหนังสือ “วันศิลป พีระศรี ๑๕ กันยายน ๒๔๒๕” กล่าวว่า ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เดิมชื่อ คอราโด เฟโรจี (Corrado Feroci) เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ ที่ตำบล ซันตโยวันนี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี บิดาชื่อ อาร์ทูโด มารดาชื่อ ซันตินา มือาชีพทำธุรกิจการค้า ท่านได้เข้าศึกษาระดับประถมศึกษาในเมืองฟลอเรนซ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในราชวิทยาลัยศิลปแห่ง ฟลอเรนช์ (The Royal Academy of Art of Florence) จนจบการศึกษาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ ได้รับประกาศนียบัตร ช่างปั้น ช่างเขียน และสอบเข้าชิงตำแหน่งศาสตราจารย์ โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้สร้างผลงานที่มีชื่อเสิยง และเป็นที่ยกย่องโดยทั่วไปในประเทศอิตาลีเป็นจำนวนมาก ได้รับรางวัลชนะการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์หลายครั้ง และเคยได้รับรางวัลต่างๆจาก รัฐบาลอิตาลี

โดยที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้พยายามแสวงหาที่ปฏิบ้ติงานเพื่อใช้ความรู้ ที่ได้ศึกษามาใหเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ห้ว ทางราชสำนักไทยต้องการช่างปั้นนอิตาเลียนมาทำงานและฝึกฝนให้กุลบุตรกุลธิดา ของไทยมีความรูทางด้านศิลป ท่านจึงสมัครเข้ารับการคัดเลือกร่วมกับศิลปินอิตาเลียนอื่นๆเป็นจำนวนถึง ๒๐๐ คน โดยส่งภาพถ่ายผลงานมาถวายเพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัย และศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี เป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เข้ามารับราชการในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เริ่มเข้ารับราชการตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ กระทรวงวังได้จัดให้มีการศึกษาวิชาประติมากรรม และแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นอาจารย์ผู้สอนในตำแหน่งอาจารย์ช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถาน แห่งราชบัณฑิตสภา

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ กรมศิลปากรซึ่งย้ายไปลังกัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ได้จัดตั้ง์โรงเรียนศิลปากรขึ้นโดยแยกออกจากโรงเรียนนาฏ-ดุริยางค์เพื่อเปิด สอนวิชาศิลปกรรมจํขั้นสูง ศาสตราจารย์คิลป พีระศรี ได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้ากองโรงเรียนศิลปากร และเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่กระทรวงเกี่ยวกับการวางระเบียบ การศึกษาแก่นักเรียนศิลปโดยทั่วไป

ปีพุทธศักราช เอ๔๘'o โรงเรียนคิลปากรได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยคิลปากร เปิดทำการสอน ๒ คณะ คือจิตรกรรม และประติมากรรม ศาสตราจารย์คิลป พีระศรี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคนแรกของคณะประติมากรรม ต่อมามหาวิทยาลัยได้ตั้ง คณะมัณฑนศิลปขึ้นอีกคณะหนึ่ง และให้ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ทำหน้าที่รักษาการ แทนคณบดี


ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ท่านไม่เพียงแต่ส่งเสริมงาน คิลปภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้พยายามที่จะให้ศิลปไทยได้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสิยงในต่างประเทศ อีกด้วย เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้จัดการแสดงศิลปไทยในกรุงลอนดอน ประกอบด้วยผลงานของศิลปินไทยและศิลปของไทยซึ่งได้รับผลสำเร็จอย่างงดงาม

ในด้านชีวิตส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เคยสมรสกับนางเพาลา แองเจลินิ ชาวอีตาเลียน เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๑และต่อมาอีก ๒ ปีก็ได้แยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย โดยมีบุตรสองคน บุตรหญิงชื่อ อีซาเบลลา ปัจจุบันอยู่กับสามีที่นครมิลาน บุตรชายชื่อโรมาโน ปัจจุบันเป็นสถาปนิกอยู่ที่ นครฟลอเรนช์ ต่อมาเมื่อศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี มารับราชการในประเทศไทย ได้ สมรสกับคุณมาลินี เคนนี่ ซึ่งเป็นหญิงไทย ในนั้นปลายของชีวิต ท่านได้ป่วยเป็นโรค เนี้องอกในลำไส้ และเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช และถึงแก่อนิจกรรมภายหลัง การผ่าตัด เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๔ เวลา ๒๐.๑๑ นาฬิกา สิริรวมอายุได้ ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๙ วัน รวมเวลารับราชการในประเทศไทย ๓๘ ปี ๔ เดือนเศษ

ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ที่อุทิศทั้งกำลังกาย กำลังความคิด และความรู้ให้ แก่วงการศิลปของไทยมาเกือบตลอดชีวิตของท่าน ท่านเป็นครูที่อุทิศตนเองเพื่องานและอบรมสั่งสอนศิษย์ด้วยความรัก มีเมตตากรุณา และถือหลักคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ท่านได้วางรากฐานการศึกษาทางศิลปไว้อย่างนั่นคงและครบถ้วน
ผลงานคิลปของท่านเป็นที่ชื่นชมของชาวไทย
และได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศที่สำคัญคือ
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กับงานประติมากรรม
 
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจาอยู่หัว ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร
 
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระรามาธบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประดิษฐาน ณ พระปฐมบรมราชานุสรณ์ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า
 
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสิมา
 
อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ขยาย ๓ เท่าพระองค์จริง ประดํษฐาน ณ สวนลุมพินี
 
อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี
 
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประดิษฐาน ณ ดอนเจดีย์ จังหวัด สุพรรณบุรี
 
พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล (องค์ตนแบบ)
   

นอกจากผลงานทางด้านประติมากรรมดังกล่าวแล้ว ท่านยังได้เขียนหนังสือและบทความที่ใท้ความรู้เกี่ยวกับศิลป ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศอีกมากมาย อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ศึกษาค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับศิลปจนตราบเท่าทุกวันนี้ อาทิ Modern Art in Thailand ; Thai Buddhist Sculpture ; Contemporary Art in Thailand ; ศล!J สงเคราะห์ ทฤษฎีแห่งองค์ประกอบศิลป คุณค่าของจิตรกรรมฝาผน้ง ภาพจิตรกรรม ไทย อะไรคือศิลป เป็นต้น

 

พระพุทธรูปองค์ต้นแบบ

การสร้างพระทุทธรูปองค์ต้นแบบพระทุทธรูป
พระประธานพุทธมณฑล


ในการสร้างพระพุทธรูปองค์ต้นแบบ พระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑลนั้น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ไต้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูป พุทธประวัติ พุทธ- บัญญัต ในการประชุมครั้งแรกเมึ๋อวันที่ ๑'ว สิงหาคม พุทธตักราซ ๒๔๙๗ ณ ห้องประชุม กรมศิลปากร ศาสตราจารย์คิลป พีระศรี ไต้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธ¬รปต่อที่,ประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนั้นว่า “พระพุทธรูปนั้น ไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้า จริง เป็นแต่เพียงสิ่งแทนอันหมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น ถ้าพูดในด้านความรู้สึกแห่งจิตใจแล้ว ควรเป็นแบบ Idealistic แต่อย่างไรก็ตามขอให้เป็นหน้าที่ ของศิลปินผู้ออกแบบ จะเป็นแบบไหนก็ได้ ขอให้เกิดความรู้สึกก็แล้วกัน’ ซึ่ต่อมาก็ถือ เป็นมติให้สร้างพระพุทธรูปแบบ Idealistic อันเป็นคติของขาวตะวันออกด้วย

ในการประชุมครั้งนั้น คณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูปฯ มความหนักใจใน เรื่องการก่อสร้างว่าจะสร้างแบบยืนตัวตั้งอยู่อย่างโดดเดึ่ยวไม่ไต้ เพราะความสูงเฉพาะองค์ พระพุทธรูปประมาณ ๔๐-๔๔เมตร (จากฐานรองพระบาทถงพระเศียร) จึงลงมติ ว่าควรสร้างเป็น Niche หรือชุมขิ้นต้านหลังสำหรับยึดองค์พระพุทธรูปไปดวยในตัว สำหรับองค์พระพุทธรูปนั้นจะจัดสร้างต้วยคอนกรีตเสรีมเหล็กแล้วหุ้มดวยทองแดง หรืออาจเปลี่ยนเป็นประตับกระจกหรือกระเบื้อง ตามเหตุผลของศาสตราจารย์คิลป พีระศรี ที่เสนอในที่ประชุม ดังนี้

COMMEMORATIVE IMAGE OF LORD BUDDHA

In making an image of Buddha about 45 metres high according to the veneration that the Thai people have for the Great Teacher we should do it with the utmost ef¬fort to create an image which may really represent the spirit and style of our time. This large image would represent the Ratanakosin period and so it will be judged by generations and generations to come. To do such an image we had to do first a study at life-size to harmonize the most possible the distortion that such high statue is undergoing on account of the effect of foreshortening (perspective). Once the life-size is finished we have to take many photographs from the ground level at various distances in order to see whether the alterations of the foreshortening distortions are relatively correct. Then we have to enlarge the statue to a size of about ten metres in height. The large model has to un¬dergo the correction again which inevitably will appear. The model of ten metres would serve as the model to enlarge to full size (M. 45.00) of the image. Due to the fact that in the erection of such a huge statue in ferro concrete, the steel- bars of the legs supporting the figure as well as the whole ferro-structure and foun¬dation are of the greatest importance, civil engineers are required to make the neces¬sary calculations taking into consideration the great pressure that the strong wind my have on the mass of the standing image.

TIME REQUIRED:

In making the life-size model and the enlargement to ten metres it will take from 12 to 16 months. To enlarge the model of ten metres to the full size (M.45.00) the time necessary is not easy to determine because it depends upon the corrections which have to be made on the model to obtain the perfect result. It may take two years.

MATERIALS:

The statue will be erected in ferro concrete and covered by sheets of copper. But before to decide for the copper-sheets we have to calculate the difference of ex¬pansion of the copper in comparison with the ferro concrete because if the dif¬ference is considerable the sheets of copper will easily disintegrate from each other. We think that the best way would be to cover the ferro concrete with small glazed tiles such as the Phra Chedi of Nakorn Pathom or cover it with golden glass mosaic as the Phra Chedi of Wat Phra Keo. This latter suggestion would be more effective. Considering the short time that is ahead from now to the year 2500 we would suggest to prepare now the designs of the architectural planning, make of it a large model in plaster. Prepare the ground and the roads on spot. Make the model of the image of ten metres and on the memorial day lay the first stone of the Shrine and afterwards carry on the work according to the necessary time.



ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูปฯ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๘ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ปั้นแบบตัวอย่างองค์พระ ๔ แบบเสนอ คณะกรรมการฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้คัดเลือกไว้หนึ่งแบบ และมอบหมายให้ทำการปั้นหุ่น แบบพระพุทธรูปสูง ๒.๑๔ เมตร หลังจากนั้นได้ทำการปั้นขยายองค์พระจากรูปต้นแบบนี้ ให้มีขนาดสูง ๓.๔๐ เมตร เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธี บริเวณท้องสนามหลวง ในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ เพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา โดยประดิษฐานที่โรงพิธี ๑ องค์ (ขนาดสูง ๒.๑๔ เมตร) และประดิษฐานที่กลางห้องสนามหลวง ๑ องค์ (ขนาดสูง ๓.๔๐ เมตร) โดยจำลองแท่น ฐานและสิ่งก่อสร้างตามโครงการไว้โดยรอบ

พระพุทธรูปองค์ต้นแบบสูง ๒.๑๔ เมตรนี้เป็นพระพุทธรูปปางลีลา มีพระเกตุมาลา เป็นเปลวสูงเหนือพระเศียร ทรงห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ อยู่ในทางย่างพระบาท และมีบัวรองพระบาท นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงาม และเหมาะสมที่สุด ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างยิ่ง ในการปั้นแบบองค์พระให้ ได้งดงามและประณีต สมกับเป็นงานใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย

ส่วนการจัดวางแท่นประดิษฐานองค์พระพุทธรูปนั้น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ได้กำหนดให้แท่นประดิษฐานยาวออกไปทางด้านหน้า เนื่องจากองค์พระพุทธรูปเป็นแบบพระพุทธรูปปางลีลา จึงควรจัดพื้นที่ให้มีความยาวไปข้างหน้าพอสมควรให้สมเหตุผลว่า จะเสด็จพระราชดำเนินไปข้างหน้าได้ ส่วนประกอบของแท่นฐานรองรับพระพุทธรูปมี ดังนี้

บัลลังก์ (ฐานปัทม) เพื่อจะได้เป็นหลักเชื่อมความมั่นคงแข็งแรงให้แก่องค์พระ คือ พระบาททั้งสองข้างที่จะทรงยืนอยู่ได้ด้วยดี เป็นการสมมติว่าเมื่อเสด็จลงจากฐานปัทม ทรงยืนอยู่ที่แท่นเกยรา (แท่นดอกบัว) เพื่อย่างพระบาทเหยียบฐานเขียง

ฐานเขียง เป็นฐานรองรับบัลลังก์อีกชั้นหนึ่ง ยาวออกไปข้างหน้าพอสมควร เป็นที่หมายว่าชั้นนี้เป็นอาสนสงฆ์ ได้มีบันไดไว้สำหรับองค์พระที่จะก้าวลงหนึ่งขั้น สูงขนาดเกยรา เพื่อย่างพระบาทลงยังชาลาไปตามจุดรัศมี

ชาลา หมายถึง พื้นที่สำหรับสัปบุรุษ ที่จะชุมนุมนมัสการ และเดินชมตามพื้นระเบียงได้รอบองค์พระ มีบันไดขึ้นลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

อย่างไรก็ตาม เมึ่อคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑล ได้นำ ร่างเสนอของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ในครั้งนั้นมาศึกษา และคำนวณตัวเลข ต่างๆเพื่อความเหมาะสม ได้เปลี่ยนความสูงขององค์พระจาก ๒,๕๐๐ นิ้ว มาเป็น ๒,๕๐๐ กระเบียด และเปลี่ยนจากการใช้ทองแดง หรือประดับกระจกหุ้มห่อคอนกรีต แกนเหล็ก ซึ่งเป็นมติเดิมของคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูปฯ ตามแนวความคิด ของศาลตราจารย์ศิลป พีระศรี ที่ว่า ควรจะหุ้มห่อคอนกรีตแกนเหล็กด้วยกระเบื้องเคลือบเล็กๆ เหมือนอย่างองค์พระปฐมเจดีย์ หรือหุ้มห่อด้วยอิฐกระจกแวววาวสีทอง เหมือนอย่างพระศรีรัตนเจดีย์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาเป็นการใช้โลหะสำริด หล่อทั้งองค์พระ รวมทั้งปรับปรุงรูปแบบแท่นประดิษฐานใหม่ด้วย
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page