ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั้นเอก สมถกัมมัฏฐาน อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย

ปัญหาธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
สมถกัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*********************
๑. ๑.๑ คนโทสจริต มีอุปนิสัยเป็นอย่างไร จะแก้ด้วยการเจริญกัมมัฏฐานบทใด ? ๒๕๔๔
๑.๒ การท)ีท่านสอนให้เจริญเมตตาในตนก่อนแล้ว จึงแผ่ไปในชนอ)ืนนัน0 มีเหตุ
ผลอย่างไร ? ๒๕๔๔
๒. ๒.๑ สมถภาวนา เป็นอุบายสงบระงับจิตอย่างไร ? ๒๕๔๓
๒.๒ คนที)มีจิตมักลืมหลง สติไม่มั)นคงควรเจริญกัมมัฏฐานบทใด ? ๒๕๔๓
๓. ๓.๑ ผู้จะเจริญภายคตาสติกัมมัฏฐานพึงกำหนดอะไร ? ๒๕๔๓
๓.๒ เพราะเหตุใด ตจปัญจกัมมัฏฐาน ท่านจึงเรียกว่า มูลกัมมัฏฐาน ? ๒๕๔๓
๔. ๔.๑ ส)ิงท)ีคำ0 จุนกายให้สำเร็จกิจ มีสน)ั ไหว ลุก ยืนนง)ั นอนเป็ นต้น จัดเป็ น
ธาตุอะไร ?๒๕๔๒
๔.๒ ส)ิงนัน0 มีอาการอย่างไรบ้าง ? ๒๕๔๒
๕. ๕.๑ พรหมวิหารทัง0 ๔เม)ือเจริญภาวนาถึงท)ีแล้ว มีอานุภาพอำนวยผลเหมือนกัน
หรือต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๒
๕.๒ กรรมฐานอะไรบ้าง ท)ีทำให้ผู้ปฏิบัติสำเร็จแต่เพียงอุปจารภาวนาเท่านัน0 ?๒๕๔๒
๖. ๖.๑ คนมีราคจริต ควรที)ภาวนาอารมณ์ กัมมัฏฐานอะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๖.๒ พระอริยบุคคลทรงไว้ซึ)งคุณธรรมอะไรบ้าง จึงชื)อว่าถือเอาแก่นสารคุณอัน
ประเสริฐแห่งกายนี 0? ๒๕๔๑
๗. ๗.๑ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คืออะไรบ้าง ? ๒๕๔๑
๗.๒ เหตุใดสมาธิในกายคตาสติ จึงเป็นแต่เพียงอุปจาร ? ๒๕๔๑
๘. ๘.๑ พุทธานุสสติ จตุธาตุววัตถาน กายคตาสติ เมตตา กสิณ กัมมัฏฐาน
ทัง0 ๕ ข้อนี 0 เป็นคู่ปรับกับนิวรณ์ ๕ ข้อใดบ้าง จงบอกมดู ? ๒๕๔๐
๘.๒ วรรณกสิน มีกี)อย่าง อะไรบ้าง ? ๒๕๔๐
๙. ๙.๑ เจริญมรณัสสติอย่างไร จึงจะแยบคาย ? ๒๕๔๓
๙.๒ สมถะ กับ วิปัสสนา ให้ผลต่างกันอย่างไร ? ๒๕๔๓
๑๐. ๑๐.๑ ในนวสีวถิกาบรรพ เมื)อสรีระตายไปแล้ว ๒-๓ วัน พึงพิจารณาอย่างไร ? ๒๕๔๒
๑๐.๒. สมาบัติในพระพุทธศาสนาว่าโดยประเภทเป็น ๒ อย่าง คืออะไร เกิดแก่
บุคคลใดได้บ้าง ? ๒๕๔๑
--------------------------------------------------
เฉลยธรรมวิจารณ์ นักธรรมชั นเอก
สมถกัมมัฏฐาน
อบรมก่อนสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดพระธรรมกาย
*******************************
๑. ๑.๑ คนที)มีจิตมักฉุนเฉียวโกรธง่ายๆ สันดานหนักไปในโทสะ มักก่อทุกโทมนัส
ให้แก่คนอื)นจัดเป็นคนโทสจริต มีโทสะเป็นเครื)องประพฤติเป็นปกติของตัว
ควรเจริญกัมมัฏฐาน ๘ ประการ คือวัณณกสิณ ๔ กับพรหมวิหาร ๘
๑.๒ มีเหตุผลดังนี 0 คือ จะได้ทำตนให้เป็นพยานว่า ตนนีอ0 ยากได้แต่ความสุข
เกลียดความทุกข์ และภัยต่างๆฉันใด สัตว์ทัง0 หลายอ)ืนๆ ก็อยากได้สุข
เกลียดชังทุกข์ และภัยต่างๆ ฉันนัน0 เม)ือเห็นดังนีแ0 ล้วจิตก็ปรารถนาให้สัตว์
ทัง0 สิน0 มีความสุขความเจริญ
๒. ๒.๑ สมถภาวนา เป็ นอุบายเคร)ืองสำรวมปิดกัน0 นิวรณ์อุปกิเลส มิให้เกิดครองำ
จิตสันดานได้ ดังบุคคลปิดทำนบกัน0 นำ0 ไว้มิให้ไหลฉะนัน0 และเป็ นอุบาย
ข่มข)ีสะกดจิตไว้มิให้ดิน0 รนฟุ้งซ่านดังนายสารถีฝึ กม้าให้เรียบร้อย ควรเป็น
ราชพาหนะได้ฉะนัน0
๒.๒ ควรเจริญอานาปานัสสติ เพราะอานาปานัสสติกัมมัฏฐานนีเ0ป็นท)ีสบาย
ของคนที)เป็นโมหจริต
๓. ๓.๑พึงกำหนดพิจารณากายเป็นท)ีปะชุมแห่งส่วนน่าเกลียดข้างบนตัง0 แต่พืน0 เท้า
ขึน0 มา ข้างล่างตัง0 แต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยชอบ ให้เห็นว่าเต็ม
ไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
๓.๒ ท)ีเรียกว่ามูลกัมมัฏฐานนัน0 เพราะเป็นกัมมัฏฐานเดิมท)ีกุลบุตรผู้มบรรพชา
ย่อมได้รับสอนกัมมัฏฐานนีไ0 ว้ก่อนจากอุปัชฌาย์ เหมือนดังได้รับมอบศัสตราวุธ
ไว้สำหรับต่อสู้ข้าศึก คือกามฉันท์อันจะทำอันตรายแก่พรหมจรรย์
๔. ๔.๑ จัดเป็นธาตุลม
๔.๒ มีอาการ ๖ คือ ลมพัดขึน0 เบือ0 งบน ๑ ลมพัดลงเบือ0 งต)ำ ๑ ลมพัดอยู่ใน
ท้องนอกไส้ ๑ ลมพัดอยู่ในกายภายในไส้ใหญ่ ๑ ลมพัดทว)ั ไปในองคาพยพใหญ่
น้อย ๑ ลมหายใจเข้าหายใจออก ๑
๕. ๕.๑ ต่างกันคือ พรหมวิหาร ๓ ข้างต้น คือ เมตตา กรุณา มุทิตา มีอานุภาพ
ให้สำเร็จรูปฌานทัง0 ๔ ส่วนอุเบกขาภาวนามีพิเศษสำเร็จปัญจมฌานด้วย
๕.๒ กรรมฐานที)ให้สำเร็จแต่อุปจารภาวนา มี ๑๐ ประการ คือ พุทธานุสสติ
ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อุปสมา
นุสสติ มรณัสสติ อาหารปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถานะ
๖. ๖.๑ คนมีราคจริต ควรเจริญอารมณ์กัมมัฏฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภะ ๑๐
และกายคตาสติ
๖.๒ พระอริยบุคคลทรงไว้ซึ)งคุณธรรม ๕ อย่าง คือ ศรัทธา ศีล จาคะ สุตะ
และปัญญา
๗. ๗.๑ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
๗.๒ เพราะเป็นเหตุให้จิตท่องเท)ียวอยู่ ไม่แน่วแน่ลงแท้
๘. ๘.๑ พุทธานุสสติ เป็ นคู่ปรับกับ ถีนมิทธะ จตุธาตุววัตถาน เป็นคู่ปรับกับ
วิจิกิจฉา กายคตาสติ เป็นคู่ปรับกับกามฉันท์ เมตตา เป็ นคู่ปรับกับ
พยาบาท กสิณ เป็ นคู่ปรับกับอุจธัจจกุกกุจจะ
๘.๒ วรรณกสิณมี ๔ คือ ๑ โอทาตกสิณ สีขาว ๒. ปีตกสิณ สีเหลือง ๓. โลหิต
กสิณ สีแดง ๔. นีลกสิณ สีเขียว
๙. ๙.๑ เจริญพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ สติ ระลึกถึงความตาย ๑ ญาณ รู้ว่าความ
ตามจักมีแก่ตน ๑ เกิดสลดสังเวชใจ ๑ เจริญอย่างนีจ0 ึงจะแยบคาย
๙.๒ สมถะ ให้ผลอย่างตํ)า ทำให้ระงับนิวรณ์บางอย่างได้ อย่างสูง ทำให้เข้าถึง
ฌานต่างๆได้ ส่วนวิปัสสนา ให้ผลอย่างตํ)า ทำให้ได้ปัญญาเห็นสัจธรรม
อย่างสูงทำให้ได้บรรลุอริยผล พ้นจากสังสารทุกข์
๑๐. ๑๐.๑พึงน้อมเข้ามาสู่กายนีว0 ่า แม้กายเรานีเ0ล่าก็มีเป็นอย่างนีธ0 รรมดา จักเป็น
อย่างนี 0จักไม่ล่วงความเป็นอย่างนีไ0 ปเลย
๑๐.๒ สมาบัติมี ๒ อย่าง คือ ผลสมาบัติ กับนิโรธสมาบัติ ผลสมาบัติย่อมทั)ว
ไปแก่พระอริยบุคคลท)ีได้ สมาบัติทัง0 สิน0 นิโรธสมาบัติมีเฉพาะแก่พระ
อนาคามีและพระอรหันต์ท)ีได้สมาบัติ ๘ เท่านัน0
---------------------------------
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page