ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ

"ชาบู ชาบู" โอกาสของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องแย่งกัน

มีน้องๆ หลายคนมาถามผม ..."พี่ครับ ผมอยากรวยหมื่นล้าน เหมือนชื่อหนังสือพี่น่ะ"

โอ๊ว!! ตรูยังไม่มีเลยอ่ะ น้องเอ๋ย... เอางี้ มาทำความเข้าใจกันใหม่ -- เริ่มจาก หนึ่ง "ความจริง" ..สอง ทางเดิน ไปสู่ความจริง ดีไหม!!

ความ จริง มันเริ่มจาก ความพร้อมในการเดินทาง ...ผมเชื่อเสมอว่า ความพร้อมมันเริ่มที่ความพอดี ... "พอ!!" ...ใช่!! ความพอเพียงนั่นแหละ ... บทที่หนึ่งของ การเริ่มสะสมความมั่งคั่ง มันไม่ได้เริ่มจากการซื้อทุกอย่างที่อยากจะได้ นาฬิกา กระเป๋าหรู โทรศัพท์ใหม่ คอมพิวเตอร์รุ่นล่า รถยนต์อีโคคันงามสุดแนว ..บลา ๆ ๆ -- จริงๆ แล้ว ความมั่งคั่งมันต้องเริ่มจากเรา Content ก่อน คือ เรา "พอเพียง" ในสถานะของเราก่อน ..นั่นแหละ เราถึงจะเริ่มเก็บเงินได้ -- บอกตรงๆ ขั้น "พอเพียง" นี่คนส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้แล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร

มันมี สำรวจ เศรษฐีทั้งโลก ...ว่าคนที่มีเงินเกิน 1 ล้านเหรียญ (30 ล้านบาท) ของคนทั้งโลกกว่า 7,000 ล้านคน ...มีเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านเหรียญ -- จริงดิ!! ..จริงๆ นั่นเท่ากับว่า ที่เราเห็นคนส่วนใหญ่ อวดรวย ใช้ของหรูหรา ส่วนมาก กู้มาซื้อ ...กู้บัตรเครคิต ..ผ่อน ..Lease .. มาจากหนี้ทั้งนั้นแหละ


โอ เค เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า บทที่หนึ่งคือ การ Content "พอเพียง" ..การหยุดความอยากเบื้องต้น เป็นคุณสมบัติของคนรวย หรือ คนที่กำลังจะรวย เพราะ เขาจะเริ่มเก็บเงินได้ และมีทุนเริ่มต้น ...ขั้นต่อมา ต้องมองภาพใหญ่ให้ออกว่า ทิศทางของเงินและ Wealth ไปในทิศทางไหน --- "ประเด็นการอ่านทิศทางของ Wealth นี่ คนส่วนใหญ่ก็หลงประเด็น ...เพราะ เขาคิดว่า โอกาส หรือ สิ่งที่จะทำให้รวย คือ สิ่งที่คนส่วนใหญ่วิ่งแห่เข้าไปตามกัน... ไม่ใช่เลย!! ถ้าคิดแบบนั้น คุณก็เป็นแค่คนนึง ที่แห่เข้าไปขุดทองในยุคตื่นทองเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าคิดดีๆ คนที่รวยจากยุคตื่นทอง ไม่ใช่นักขุดทอง แต่เป็นคนขายเสียม ขายเครื่องมือขุดทองต่างหาก ที่รวยกว่า"


ผม เชื่อว่า ทุกวันนี้ ถ้าเรามองไปรอบๆ ตัว จะเห็นการตื่นตัวเรื่อง "พลังงาน" โดย เฉพาะพลังงานทดแทน ... ใช่!! มันเหมือนสมัย Dot Com Boom น่ะ ...ยุคนั้น ใครตั้งชื่อบริษัทต้องห้อยท้ายชื่อด้วย .com มิเช่นนั้นจะ ไม่อินเทรนด์  ....ปี 2000 ผลก็คือ Dot Com Crash ...แล้วยุคฟองสบู่ของ Dot Com ก็จบลงด้วย เจ๊งกันระนาว ...เวลานั้น คนที่เรียนเกี่ยวกับ IT ในปี 2000 ก็ตกงานกันเป็นแถว ...หลังจากนั้นไม่นานอเมริกาก็เกิด Bubble ก้อนใหม่ ก็คือ "Property" ...บ้านของอเมริกา วิ่งไม่มีลง เป็นเวลายาวนาน จนทุกคนคิดว่า ยุคอสังหาตื่นทอง จะขึ้นแบบไม่มีวันลง ...ปรากฏว่า ปี 2008 Subprime Crash ก็คือ ตลาด Property เจ๊งกันระนาว ..ผลก็คือ คนที่แห่เข้าไปทำอาชีพนักพัฒนาอสังหา ก็เจ๊งกันเป็นแถว ...ผลกระทบของการเจ๊ง รอบนี้ ยังหลอกหลอนอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ด้วยอัตราการว่างงานที่สูง

คำถามที่น่าสนใจ คือ จากนี้ไป คืออะไรล่ะ !!

นี่ แหละ เรื่องยาก เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันคือ ปัญหาหนี้ที่รัฐบาลของประเทศอย่างอเมริกา และ ยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจรวมกัน เกิน 50% ของขนาดเศรษฐกิจทั้งโลก ...บวกกับ ถ้าดูการไหลเวียนของเงิน เอาเงิน ดอลลาร์ + ยูโร จะเทียบเท่ากับ สกุลเงินที่ไหลเวียน ถึงเกือบ 90% ของเงินหมุนเวียนทั้งโลก -- ประเด็นที่เราเห็นชัดๆ ของทั้งอเมริกา และ ยุโรป คือ การแก้ปัญหาหนี้ ด้วยการ "พิมพ์เงินเพิ่ม" ...ใช่!! ไม่ Make Sense ...แต่เขาก็เลือกวิธีนี้ เพราะ มันมีวิธีแก้ แค่ 2 ทางคือ หนึ่ง แก้ด้วยปล่อยให้เศรษฐกิจพัง "เงินฟืด" ...สอง แก้ด้วย "พิมพ์เงิน" ซึ่งจะได้ผลก็คือ "เงินเฟ้อ" ในที่สุด -- แน่นอน !! ทั้งอเมริกาและยุโรปเลือก วิธีที่สอง คือ แก้ปัญหาด้วยการสร้างเงินเฟ้อ ..พิมพ์เงินไปเรื่อยๆ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า QE3 ที่อเมริกาประกาศ คือ การพิมพ์เงินแบบไม่มีระยะเวลาจำกัด -- Yes !! Unlimit !!

การ พิมพ์เงิน หรือ เพิ่ม Supply ของเงิน กดดันให้ราคา Commodity พุ่ง ...ซึ่งถ้าคิดดีๆ Commodity อย่าง น้ำมัน , เหล็ก , ทอง , อาหาร , ถ่านหิน ,แร่ธาตุ ต่างๆ มันเป็น วัตถุดิบ หรือ ต้นทุนของทุกสิ่งในโลก ...ราคาของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกกดดันให้ "ขึ้น" เพราะ แน่นอน การเพิ่ม Supply ของเงิน ยิ่งพิมพ์เงินเพิ่ม ..ราคา Commodity ย่อมเพิ่มขึ้น สวนทางกับมูลค่าเงินที่ลดลง ... เราเห็นอยู่แล้วว่า แค่เวลานี้ ราคาของ Asset ต่างๆ ในโลก มันแอบขึ้นแบบเงียบๆ ...ไม่ว่าจะเป็น บ้าน , ที่ดิน , ทอง , หุ้น

"ทางแก้!!" ...ไม่มีครับ -- ทุกอย่าง มันเป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ ตามธรรมชาติ ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ ไม่ใช่การ ภาวนา !! ...แต่เป็นการเข้าใจ แล้ว วางตัวเอง อยู่ในจุดที่ได้เปรียบในวิกฤต

อย่างวันนี้ คนส่วนใหญ่แห่กันไปทำพลังงานทดแทน ...ซึ่งผมไม่เถียงว่า น่าสนใจ แต่ถ้ามองไปลึกๆ จะเป็นได้ว่า มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ ..ก็เท่ากับว่า โอกาสมันปิดแล้ว สำหรับ New Player ...คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือ คนที่เข้ามาก่อนตั้งนานแล้ว ... ถ้าเรามองไปในอดีต คนที่รวยก็คือ คนที่ Control ทรัพยากร ..อย่างเช่น ใครเป็นเจ้าของ บ่อน้ำมัน ก็จะรวยมหาศาล ...ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งการ แย่งยิง ..ทั้งนองเลือดและ ไม่นองเลือด เพื่อเข้าครองทรัพยากรทั่วโลก ...แต่คนส่วนใหญ่ลืมคิดไปว่า Supply ของทรัพยากรมันมีจำกัด มันเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป ...นั่นคือ ปัญหา

คน รุ่นต่อมาที่ฉลาด ยกตัวอย่าง คุณเฉลียว (กระทิงแดง) , คุณ เจริญ (น้ำเมา) , คุณ ตัน (ชาเขียว) ...หรือ ล่าสุด คนที่รวยที่สุดในจีน เขาเลือกที่จะมา ครองครอง ทรัพยากร ที่มีมากกว่า น้ำมัน ...ซึ่งก็คือ Control "น้ำ" นั่นเอง ... น้ำที่เรากินกันนั้นแหละ ตั้งแต่ น้ำเมา ยัน น้ำดื่มชูกำลัง ไป น้ำ ๆ ๆ ...แต่สุดท้าย เราก็พบว่า คนเราดื่มน้ำได้จำกัด ...เพราะ เขาบอกว่า "ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด โปรดสังเกตุคำเตือนบทฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง" ...ฮ่า ฮ่า ขำขำ คิดไปนั่น ..แต่ก็จริงนะ วันนี้สังเวียน "น้ำ" มันเริ่มเปลี่ยนจาก Blue Ocean มาเป็น Red Ocean ไปเสียแล้ว

อะไรต่อไปดีละ ...ที่ไม่จำกัด !!

ใช่!! ผมว่า "เงิน" ...เพราะ รัฐบาลทั่วโลก ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ...เริ่มบ้าเลือด พิมพ์เงินแบบไม่จำกัด ... ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ Supply ของ "เงิน" จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ... ผู้ใดก็ตาม ที่สามารถ Control Supply ของเงินมหาศาล ในรอบนี้ ...ผมว่า คุณจะเป็น เศรษฐี แน่นอน ...ฮึม!! หลายคน ฟังแล้ว งง ...จะบ้าหรือ เราจะ Control Supply ของเงินได้อย่างไร ...มันเป็นหน้าที่ของธนาคาร หรือ หลักทรัพย์ มิใช่หรือ

ใช่!! ผมว่าอุตสาหกรรม Hedge Fund มันกำลังก่อตัวขึ้นในเอเชีย ... หลายคนมองออกว่า ประเทศอย่าง อเมริกา พวกค้าปลีกเติบโต เขาก็มาเก็งกำไร ค้าปลีกในเอเชีย ซึ่งก็ได้รับผลกำไรกันมากมาย เพราะ ค้าปลีกในเอเชีย ก็เติบโตดังคาด ... แน่นอน ผมก็มองว่า เรื่องการเงินก็ไม่น่าต่างกัน ...อเมริกา และ ยุโรป ซึ่งมีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมการเงิน อย่าง Hedge Fund , Private Fund , Private Banking มานาน ก็สร้าง Billionaire ที่สร้างตัวจากมื่อเปล่า ไม่ได้น้อยกว่าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เลย

ผมว่า Trend นี้มาแน่ ... "คนรุ่นใหม่ ก็ลองฝึกปรือ วิทยายุทธ์ กันให้ดีครับ"

คุณ รู้ไหม อุตสาหกรรม การบริหารเงิน หรือ Money Management มันต่างกับอุตสาหกรรมอื่น ตรงที่ มันไม่ได้เริ่มที่เงิน แต่มันเริ่มที่ TRUST ...ครับ!! เรื่องของ ความไว้วางใจ หรือ TRUST เป็นสิ่งที่สร้างได้ยากที่สุด เพราะ ต้องอาศัยทั้ง เวลา และ ผลลัพธ์ ที่ต้องพิสูจน์ ...นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมอุตสาหกรรมอย่างการเงิน และ การบริหารเงิน เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เพราะ มันต้องใช้ความอดทน และ ความเชื่อใจอย่างมาก ในการสร้าง ...และ ข้อดี คือ เมื่อคุณสร้าง TRUST ได้ มันกลายเป็น "สินค้า" ที่มี Barrier to Entry สูงมาก (ไม่ใช่!! พรุ่งนี้ ใครจะมาเปิดกิจการแข่งเหมือนร้านขายของชำ เพราะ TRUST ไม่ได้สร้างในวันเดียว ..มันเป็นการ สั่งสม ผลงาน และ ความไว้วางใจในระยะเวลาที่ยาวนาน)

อะไรที่สร้างง่าย ...ก็สิ้นไปง่าย ...ฉันใด ฉันนั้น -- ปัญญา + เวลา จึงเท่ากับ ความมั่งคั่งของแต่ละบุคคล

วิ่ง ไปซะไกล ...สิ่งที่สร้างโอกาสในการสร้าง Wealth ที่สูงที่สุด ก็คือ TRUST คือ ความไว้วางใจนั่นเอง ...โจทย์นี้ฟังดูง่าย แต่ทำยากที่สุด ... "นี่แหละ ที่มันขัดความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เพราะ เงิน ไม่ได้สร้างจากเงิน แต่สร้างจาก TRUST และ ฝีมือต่างหาก"
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page