ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ

"การบ้าน 2" ...การอ่านพื้นฐานเตรียมตัวสู่ "มือใหม่ Day"


หลังจากเราเข้าใจ Mindset การลงทุนแล้ว ...ก็ถึงขั้นตอนที่เราต้องเข้าใจพื้นฐาน หรือ Fundamental ของหุ้น 

"หุ้น" เป็นตัวแทนของบริษัทที่เราอยากซื้อเป็นเจ้าของ ...ดังนั้น การเข้าใจว่าบริษัทหรือธุรกิจที่เราจะเข้าไปซื้อนั้นดีอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

อย่างแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า "การซื้อหุ้น ก็เสมือนเราเข้าไปซื้อส่วนหนึ่งของกิจการ คือ เราไปเป็นเจ้าของ เป็นหุ้นส่วนของบริษัทตามจำนวนหุ้นที่เราซื้อ" -- การซื้อหุ้น ทำให้เรามีสถานะเป็น "ผู้ถือหุ้น" (เจ้าของส่วนเล็กๆ นั่นเอง)

คำถามคือ หุ้นพื้นฐานดี คืออะไร !!

ครับ!! หุ้นพื้นฐานดี ก็ต้องดูว่า บริษัทนั้นๆ ทำธุรกิจแล้วกำไรหรือไม่ ... แล้วต้องดูต่อไปว่า เมื่อบริษัทกำไรแล้วเขาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่

ดัง นั้น คิดง่ายๆ ว่า ถ้ากิจการนั้นๆ กำไรต่อเนื่อง และ มีปันผลตลอด มันแปลตรงๆ ว่ากิจการนั้นๆ เป็นกิจการที่ดี .... ถ้าดูต่อไปก็ต้องดูว่า

หนึ่ง ยอดขาย โตขึ้นไหม ... 
สอง กำไรโตขึ้นไหม ..เพราะ ถ้ายอดขายโต กำไรก็ควรโตตาม เพราะ นั้นหมายความว่าธุรกิจขยายโดย ตลาดโตขึ้น ไม่ใช่การขยายโดยการลด แลก แจก แถม 

..... "การวิเคราะห์ว่าหุ้น ถูก หรือ แพง ดูอะไร ง่ายที่สุด"

โอ เค !! วันนี้ผมจะอธิบายแบบง่ายๆ (ให้จำพวกอัตราส่วนที่ผมยกให้ดูไปก่อน เดี๋ยวงานสัมมนาจริง เราจะมาเจาะลึกต่อว่า แต่ละอัตราส่วนเมื่อเอามาวิเคราะห์กับหุ้นจริงๆ ในตลาด มันใช้ได้จริงเพียงใด เป็นการเรียนแบบ Workshop ก็คือ เราจะเอาตัวอย่างหุ้นจริงๆ ยกให้ดูนั่นเอง)

ตัวอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ความถูกแพงของหุ้นแบบง่ายคือ P/E , P/BV และ Dividend Yield

ตัว แรก P/E เป็นการเอา "Price (ราคาหุ้น)" มาเทียบหารกับ "Earning (กำไร)" ...ยกตัวอย่าง สมมุติเราอยากซื้อหุ้นตัวนึงที่ราคา 100 บาท เราก็เอา กำไรต่อหุ้นมาเทียบว่า ถ้าเทียบแต่ละหุ้น EPS หรือ กำไรต่อหุ้นเป็นเท่าไหร่ ...ยกตัวอย่าง EPS (Earning per share) เท่ากับ 10 บาท ....ก็คำนวณ P หารด้วย E --- P/E = 100 / 10 ก็เท่ากับ P/E 10 เท่า ...แปลตรงๆ ว่า ถ้าซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท แล้วบริษัทได้กำไรต่อหุ้นปีละ 10 บาท ...ก็เท่ากับว่า การลงทุนซื้อหุ้นที่จ่ายเงินไป 100 บาทนั้น จะได้เงินต้นคืน จากกำไรบริษัทก้ต้องใช้เวลา 10 ปี ---- สรุปง่ายๆ คือ P/E ก็เท่ากับ จำนวนปีที่เราน่าจะคืนทุนจากการซื้อหุ้นนั้นๆ 

ตัว ที่สอง P/BV คือ การเอา Price หารด้วย Book Value (ตัว Book Value คือ การหาว่า เจ้าของเอาเงินมาลงทุนในกิจการ เท่าไหร่) ...ถ้า P/BV เท่ากับ 1 ก็แปลว่า เจ้าของ กับ นักลงทุน สามารถซื้อหุ้นในราคาที่เท่ากัน .... แต่ถ้า P/BV น้อยกว่า 1 ก็แปลว่า "หุ้นราคาถูกมากๆ" เพราะนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่า เงินที่เจ้าของเอามาลงทุน (แต่ในกรณีที่ P/BV น้อยกว่า 1 มักไม่เกิดบ่อย ...จะเกิดในช่วงที่ตลาด Crash หรือ Panic หนักๆ เท่านั้นเอง)

ตัวที่สาม Dividend Yield ...ดูเงินปันผล ...อันนี้เป็น Common Sense ง่ายๆ ของการลงทุน ...ถ้าเรามองหุ้นเหมือน เครื่องผลิตเงิน สิ่งที่เราจะได้จากหุ้นแค่เราถือเฉยๆ ก็คือ เงินปันผล (ในกรณีที่บริษัทมีกำไร แล้วแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้น) ...คิดๆ ง่ายๆ ถ้าบริษัทปันผลปีละ 10% ... เราถือหุ้นเฉยๆ 10 ปี โดยเราไม่ซื้อขายเลย ก็เท่ากับว่า เราได้หุ้นนั้นฟรีเลย "ใช้เวลา 10 ปี" ....นั้นแหละ หลักการคิดเปรียบเทียบง่ายๆ

สรุปว่า ลองไปทำความเข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่าง P/E , P/BV และ Dividend Yield ...เราเอาปัจจับต่างๆ มาวางเทียบกัน ก็พอจะเห็นภาพคร่าวๆ ว่า หุ้นนั้นๆ ถูกหรือ แพง

เอาล่ะครับ นี่เป็นการมอง การเลือกหุ้นแบบง่ายๆ ....เพื่อนๆ ลองไปทำการบ้านดู แล้วเดี๋ยว วันสัมมนา "The Stock Master มือใหม่ Day" เราก็จะยกหุ้นจริงๆ ขึ้นมาวิเคราะห์ให้ดูว่า ด้วยงบการเงิน เรามองว่าหุ้นตัวนั้นๆ ถูกหรือไม่

ไป ลองทำการบ้านแล้ว เลือกหุ้นมาดูกัน ....เดี๋ยวในวันงาน ก็จะให้ เหล่ากูรู และ Stock Master ช่วยกันดูว่า หุ้นที่เพื่อนๆ นักลงทุนมอง มันดีหรือแย่อย่างไร
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page